ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา · สวดมนต์
Dhammacakkappavattana Sutta

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ปฐมเทศนา · ทางสายกลาง · อริยสัจ ๔ · การหมุนพระธรรมจักร
The First Turning of the Wheel of Dhamma
ณ ป่าอิสิปตนะ แขวงเมืองพาราณสี
นิทานพจน์ · สถานที่แสดงปฐมเทศนา
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา
พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯ
ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ
ความหมาย
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ — สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ณ ที่นั้น พระองค์ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์ (โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ) แล้วทรงแสดงปฐมเทศนา อันเป็นการ “หมุนพระธรรมจักร” ให้เป็นไปครั้งแรกในโลก — เหตุการณ์นี้ตรงกับ วันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ที่ชาวพุทธระลึกถึงในวันอาสาฬหบูชา
ที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ
ที่สุด ๒ อย่างที่บรรพชิตไม่ควรเสพ
เทฺวเม ภิกฺขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา ฯ
โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค
หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ
โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค
ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ
ความหมาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยค — การหมกมุ่นในกามสุข อันเป็นของต่ำทราม เป็นเรื่องของปุถุชน มิใช่ของอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ — และ อัตตกิลมถานุโยค — การทรมานตนให้ลำบากเปล่า อันเป็นทุกข์ มิใช่ของอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เช่นกัน
ทางสายกลาง · อริยมรรคมีองค์ ๘
มัชฌิมาปฏิปทา · องค์มรรค ๘
เอเต เต ภิกฺขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ
มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี
อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป
สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว
สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
ความหมาย
ตถาคตได้ตรัสรู้ ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่ไม่เข้าใกล้ที่สุดทั้งสองนั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้เกิดจักษุ เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน — ทางนั้นคือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (เพียรชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ)
อริยสัจ ๔
ทุกข์ · สมุทัย · นิโรธ · มรรค
อิทัง โข ปะนะ ภิกฺขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ฯ
ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกฺขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ฯ
ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา
ตัตระ ตัตราภินันทินี ฯ เสยยะถีทัง ฯ
กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกฺขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ฯ
โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ
จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกฺขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ฯ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ
ความหมาย
ครั้นแล้วทรงแสดง อริยสัจ ๔ คือ (๑) ทุกข์ — ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบสิ่งที่ชัง ความปรารถนาแล้วไม่ได้ ล้วนเป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ · (๒) สมุทัย เหตุเกิดทุกข์ คือ ตัณหา อันทำให้เกิดภพใหม่ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา · (๓) นิโรธ ความดับทุกข์ คือความดับตัณหานั้นโดยไม่เหลือ สละคืน ปล่อยวาง ไม่พัวพัน · (๔) มรรค ทางถึงความดับทุกข์ คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง
ญาณ ๓ รอบ ๑๒ อาการ
สัจจญาณ · กิจจญาณ · กตญาณ
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกฺขะเว
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ
วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ฯลฯ
เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง
ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง ฯ
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ
อะกุปปา เม วิมุตติ
อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ
ความหมาย
พระองค์ทรงหยั่งรู้อริยสัจแต่ละข้อด้วยญาณ ๓ ชั้น คือ สัจจญาณ (รู้ว่านี่คือความจริง) กิจจญาณ (รู้กิจที่ควรทำ — ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญ) และ กตญาณ (รู้ว่าได้ทำกิจนั้นเสร็จแล้ว) เมื่อคูณด้วยอริยสัจ ๔ จึงเป็น “๓ รอบ ๑๒ อาการ” (ติปริวัฏฏ์ ทวาทศาการ) — ตราบใดที่ญาณทัสสนะตามความเป็นจริงนี้ยังไม่บริสุทธิ์หมดจด ตราบนั้นพระองค์ยังไม่ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้ แต่เมื่อบริสุทธิ์แล้ว จึงทรงทราบชัดว่า “ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ไม่มีภพใหม่อีก”
ธรรมจักษุเกิดขึ้น · หมื่นโลกธาตุสะเทือน
ดวงตาเห็นธรรมของโกณฑัญญะ
อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเน
อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ
วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ
ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง
สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ
ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก
ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯลฯ
อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ
สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ ฯ
อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ ฯ
ความหมาย
ขณะที่พระองค์ตรัสเวยยากรณ์นี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม (ธรรมจักษุ) อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะ ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความ ดับ ไปเป็นธรรมดา” — เมื่อพระธรรมจักรอันพระผู้มีพระภาคทรงให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาก็ป่าวประกาศสืบต่อกันขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ทั้งหมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน และแสงสว่างอันหาประมาณมิได้ก็ปรากฏขึ้นในโลก
“โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ”
พระอุทาน · ปฐมสาวก
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ ฯ
ความหมาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานด้วยพระโสมนัสว่า “โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ” เพราะพระอุทานนี้ ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ตั้งแต่นั้นมา — เป็นปฐมสาวกผู้รู้แจ้งธรรมเป็นคนแรก และเป็นอันว่าพระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ในโลกเป็นครั้งแรกในวันนั้น

ความหมาย & ที่มา

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือ ปฐมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ — เป็นการ “หมุนพระธรรมจักร” ให้เป็นไปครั้งแรกในโลก ว่าด้วยทางสายกลาง อริยสัจ ๔ และญาณ ๓ รอบ ๑๒ อาการ จบลงที่ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม อันเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์เป็นครั้งแรก

ที่สุด ๒ อย่าง
กามสุขัลลิกานุโยค (หมกมุ่นในกาม) · อัตตกิลมถานุโยค (ทรมานตน)
อริยมรรคมีองค์ ๘
สัมมาทิฏฐิ · สังกัปปะ · วาจา · กัมมันตะ · อาชีวะ · วายามะ · สติ · สมาธิ
อริยสัจ ๔
ทุกข์ · สมุทัย · นิโรธ · มรรค
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร — ปฐมเทศนา
พระบาลีอักษรไทย (ฉบับสวดมนต์) · สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (SN 56.11)
ธรรมทาน · อ่านคำแปลเต็มที่ บทความธัมมจักกัปปวัตตนสูตร · สืบค้นที่ 84000.org
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ” — การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
เสียงอ่านนำ (ชาย)
เสียงสังเคราะห์ th‑TH‑NiwatNeural · อ่านนำทีละบท