ณ ป่าอิสิปตนะ แขวงเมืองพาราณสี
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ — สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ณ ที่นั้น พระองค์ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์ (โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ) แล้วทรงแสดงปฐมเทศนา อันเป็นการ “หมุนพระธรรมจักร” ให้เป็นไปครั้งแรกในโลก — เหตุการณ์นี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ที่ชาวพุทธระลึกถึงในวันอาสาฬหบูชา
ที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยค — การหมกมุ่นในกามสุข อันเป็นของต่ำทราม เป็นเรื่องของปุถุชน มิใช่ของอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ — และ อัตตกิลมถานุโยค — การทรมานตนให้ลำบากเปล่า อันเป็นทุกข์ มิใช่ของอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เช่นกัน
ทางสายกลาง · อริยมรรคมีองค์ ๘
ตถาคตได้ตรัสรู้ ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่ไม่เข้าใกล้ที่สุดทั้งสองนั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้เกิดจักษุ เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน — ทางนั้นคือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (เพียรชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ)
อริยสัจ ๔
ครั้นแล้วทรงแสดง อริยสัจ ๔ คือ (๑) ทุกข์ — ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบสิ่งที่ชัง ความปรารถนาแล้วไม่ได้ ล้วนเป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ · (๒) สมุทัย เหตุเกิดทุกข์ คือ ตัณหา อันทำให้เกิดภพใหม่ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา · (๓) นิโรธ ความดับทุกข์ คือความดับตัณหานั้นโดยไม่เหลือ สละคืน ปล่อยวาง ไม่พัวพัน · (๔) มรรค ทางถึงความดับทุกข์ คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง
ญาณ ๓ รอบ ๑๒ อาการ
พระองค์ทรงหยั่งรู้อริยสัจแต่ละข้อด้วยญาณ ๓ ชั้น คือ สัจจญาณ (รู้ว่านี่คือความจริง) กิจจญาณ (รู้กิจที่ควรทำ — ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญ) และ กตญาณ (รู้ว่าได้ทำกิจนั้นเสร็จแล้ว) เมื่อคูณด้วยอริยสัจ ๔ จึงเป็น “๓ รอบ ๑๒ อาการ” (ติปริวัฏฏ์ ทวาทศาการ) — ตราบใดที่ญาณทัสสนะตามความเป็นจริงนี้ยังไม่บริสุทธิ์หมดจด ตราบนั้นพระองค์ยังไม่ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้ แต่เมื่อบริสุทธิ์แล้ว จึงทรงทราบชัดว่า “ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ไม่มีภพใหม่อีก”
ธรรมจักษุเกิดขึ้น · หมื่นโลกธาตุสะเทือน
ขณะที่พระองค์ตรัสเวยยากรณ์นี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม (ธรรมจักษุ) อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะ ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” — เมื่อพระธรรมจักรอันพระผู้มีพระภาคทรงให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาก็ป่าวประกาศสืบต่อกันขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ทั้งหมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน และแสงสว่างอันหาประมาณมิได้ก็ปรากฏขึ้นในโลก
“โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานด้วยพระโสมนัสว่า “โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ” เพราะพระอุทานนี้ ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ตั้งแต่นั้นมา — เป็นปฐมสาวกผู้รู้แจ้งธรรมเป็นคนแรก และเป็นอันว่าพระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ในโลกเป็นครั้งแรกในวันนั้น
อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ ฯ“โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ”