ปาฎิหาริย์ มีจริง

ปาฏิหาริย์ คือ การที่เหตุปัจจัย ประจวบเหมาะจึงเกิดขึ้น คือเหตุต่างๆมาประชุมปรุงแต่งกันอย่างพอเหมาะพอดีลงตัวเข้าล็อค

อุเบกขา = ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น (ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้)  = ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น

เวทนา ความรู้สึก ที่ย่อมเกิดขึ้น จากการต้องรับรู้ในรสสัมผัส ของอายตนะภายนอกที่กระทบ

 

รูป ร่างกายนี้ ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  ขอจงอย่าได้เกิด แก่ เจ็บป่วย ตาย  จงสวย จงแข็งแรง ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย

เวทนา ความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะ ก็ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ขอจงเกิดแต่สุขเวทนา อย่าได้เกิดทุกขเวทนา ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา ผัสสะสิ่งใดก็ต้องเสวยรสในสิ่งนั้นเป็นธรรมดา ตามเหตุปัจจัย  และจำเป็นยิ่งในการดำเนินชีวิต

สัญญา ความจำได้หมายรู้ ก็ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ย่อมเลือกไม่ได้ในสัญญา อยากจะจำแต่กุศลสัญญา อยากจะลืมในอกุศลสัญญา ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา บางครั้งอยากลืมกลับจำ ที่อยากจำกลับลืม ผุดขึ้นมาเองก็ต้องรับรู้ในสิ่งนั้น ตามเหตุปัจจัย  และจำเป้นยิ่งในการดรงขันธ์

สังขารขันธ์ อาการของจิต ก็ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา  ย่อมเลือกไม่ได้ในสังขาร  อยากให้มีแต่กุศลสังขาร อย่าได้เกิดอกุศลสังขาร เช่น ความโกรธ ความทุกข์ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา ย่อมแปรปรวนและเป็นไปตามเหตุปัจจัย

วิญญาณ ก็ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เมื่อกระทบกับสิ่งใดก็เกิดวิญญาณนั้นๆขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เกิดก็ไม่ได้

อีกทั้งสังขารอื่นๆทั้งปวง  ก็ล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  ต่างก็ล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงควรสังวรระวังความแปรปรวนเป็นธรรมดาของสังขารทั้งหลาย

 ทั้งมวล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงมีเกิดขึ้นและเป็นไปเป็นธรรมดา เราโดยสมมติจึงได้เพียงแต่ รับรู้และปล่อยวาง ปล่อยวางอย่างไร ยอมรับตามความเป็นจริง ไม่พัวพันเข้าไปปรุงแต่ง  ไม่ยึดถือ เป็นกลาง วางใจเฉย ไม่เข้าไปร่วม

 

        สังขารขันธ์หรืออารมณ์ อาการของจิต(ธรรมหรือสิ่งที่จะไปปรุงแต่งใจให้เกิดเจตนา) ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ เช่น โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ กังวล สมาธิ ฌาน ตัณหา(ความอยาก) ยินดี ยินร้าย ทุกข์ใจ(เสียใจ) สุขใจ สบายใจ เบาใจ ความเบากาย เฉยๆกลางๆ(อุเบกขา) ปีติ ปัสสัทธิ(ความสงบกาย ใจ) อธิโมกข์ ทิฏฐิ ความพอใจ(ฉันทะ) มานะ เดือดร้อนใจ(กุกกุจจะ) หิริ(ละอายต่อบาป) โอตัปปะ(สะดุ้งกลัวต่อบาป) ความง่วงเหงา(มิทธะ) สติ ศรัทธา วิจิกิจฉาคลางแคลงสงสัย

ฝ่ายกุศลสังขาร อโลภะ อโมหะ อโทสะ ฯ.

 

ตา กระทบ รูป ย่อมเกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

ไปเห็นคล้ายคนรู้จัก พอตากระทบ สัญญาจำได้ในบุคคลนั้นเกิด  แต่สัญญาหมายรู้สรุปไม่ได้  เกิดสังขารขันธ์ชนิด วิจิกิจฉา สงสัยว่าใช่หรือเปล่า

หู กระทบ เสียง ย่อมเกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

มีคนโทรมาเรื่องไม่ถูกใจ เกิดสังขารขันธ์อารมณ์ ทุกข์ขึ้น

ลิ้น กระทบ รส ย่อมเกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

ลิ้นกระทบอาหาร เกิดสุขเวทนา และสังขารขันธ์อารมณ์ ถูกใจว่าอร่อย

จมูก กระทบ กลิ่น ย่อมเกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

กาย กระทบ สัมผัส ย่อมเกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

คิด กระทบ ใจ ย่อมเกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

เพียงแต่บางครั้งเกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ชนิดอุเบกขา คือเฉยๆกลางๆ จึงคิดไปว่าไม่มีสังขารขันธ์อารมณ์ใดๆเกิดขึ้น

เราห้ามมันไม่ได้   แต่สติรู้เท่าทัน  ก่อนอื่นใด

หู กระทบ เสียงชนิดด่าทอต่อว่าหรือเรื่องที่ไม่ถูกใจ ย่อมยังให้เกิดโสตวิญญาณ เป็นไปโดยธรรมคือธรรมชาติ  ซึ่งกระตุ้นสัญญาความจำได้อีกทั้งหมายรู้ที่พรั่งพร้อมด้วยความเข้าใจในการสื่อความหมายของเสียงด่าทอนั้นๆ  จึงย่อมเกิดความรู้สึกจากการไปรับรู้ ในเสียงด่าทอที่ผัสสะนั้น คือเวทนา ซึ่งย่อมเป็นชนิดทุกขเวทนา เพราะเกิดจากอกุศลสัญญา  แล้วยังให้เกิดสัญญาจำได้หมายรู้อีกครั้งอีกคราเพื่อประมวลผลหรือกล่าวง่ายๆว่า ข้อสรุป  จึงเนื่องให้เกิดผลสังขารขันธ์คืออารมณ์ คือสิ่งที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดเจตนาในการกระทำต่างๆ  ซึ่งย่อมเป็นประเภทอกุศลสังขาร เช่นโกรธ ไม่พอใจ เป็นทุกข์ เสียใจ ฯ. ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายในเราที่ส่ง

ใจ กระทบ ความคิดนึกชนิดเป็นทุกข์ ย่อมยังให้เกิดมโนวิญญาณ เป็นไปโดยธรรมชาติของมันเอง  จึงกระตุ้นสัญญาความจำได้และหมายรู้เข้าใจในคิดนั้นๆ จึงเกิดความรู้สึกจากการรับรู้การผัสสะของความคิดนั้นๆ ซึ่งย่อมเป็นทุกขเวทนา เพราะย่อมเกิดขึ้นมาแต่อกุศลสัญญา  แล้วจึงเกิดสัญญาหมายรู้สรุปผลในเวทนาที่เกิดนั้นๆ เป้นสังขารขันธ์อารมณ์อันเป็นอกุศลสังขารขันธ์

เวทนา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ในสิ่งที่ผัสสะ เปรียบดั่งแรงกริยา(action)คือมีสิ่งหรือแรงภายนอกคืออายตนะภายนอกมากระทำ(ผัสสะ)  ส่วนสังขารขันธ์หรืออารมณ์นั้นเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแต่ตน เปรียบดั่งแรงปฏิกริยาหรือ(reaction) ดังนั้นเมื่อมีแรงกระทำต่อจิตแล้ว จิตจึงเกิดแรงปฏิกริยาคือสังขารขันธ์อารมณ์ขึ้นมา  นี่คือความแตกต่างกันของความรู้สึกทั้งสองชนิดนี้


 ก่อนอื่นต้องอธิบายความหมายของคำว่า เห็น ให้คุณได้รู้เสียก่อนว่า คำว่าเห็นในมหาสติปัฏฐานนี้ท่านหมายถึง    เห็นจริง เห็นแจ้งด้วยปัญญา       ซึ่งมีสติ ความระลึกได้       สมาธิ ความตั้งมั่นของปัญญา  รวมอยู่ในกระบวนการเห็นนั้นๆ โดยการเห็นที่ถูก ตรงต่อสภาพตามความเป็นจริงของสิ่งที่เห็น มิได้นำอคติทั้ง ๘ มาเป็นองค์ประกอบของความเห็น

ส่วนคำว่า "กาย" ได้แก่องค์ประกอบของสรรพสิ่งประชุมรวมกัน เช่น กายมนุษย์ กายสัตว์ และสรรพวัตถุทั้งปวงประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อเราเข้าใจและเห็นตามความเป้นจริงด้วยปัญญาบริสุทธิ์ว่ากายนี้ ไม่ได้มีตัวตนอย่างแท้จริงเป็นแต่เพียงสรรพสิ่งที่ประกอบกันขึ้น แล้วก็มีอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แต่ดับไปอยู่ตลอด ที่เราเห็นว่าเป็นตัว เป็นตน เพราะอุปาทาน ความยึดถือ และสันตติ ความสืบต่อ ปกปิดช่องว่างระหว่างการเกิดดับ เช่นนี้เรียกว่า เห็นกายที่มีอยู๋ในกาย เพราะดินก็จักว่าเป็นกายอย่างหนึ่ง น้ำก็เป็นกาย ลมก็เป็นกาย ไฟก็เป็นกายอย่างหนึ่งเหมือนกัน

เมื่อรู้เห็นอาการเป็นไปของจิตนี้แล้ว จักได้เลือกคบมิตรกำจัดศัตรูในจิตนี้ได้อย่างถูกตรงต่อความเป็นจริง รวมไปถึงมองให้เห็นความไม่คงที่ ไม่มีตัวตนของอาการที่เกิดแก่จิตนี้ เป็นแต่เพียงมายาชนิดหนึ่งๆเท่านั้น

 

บุคคลผู้เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ย่อมเข้าถึงนิพพิทาญาณ คือความเบื่อหน่ายจากความรัก โลภ โกรธ หลงทั้งหลาย มีจิตผ่อนคลายเบาสบาย เป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ย่อมเป็นสุขทั้งโลกนี้ และโลกหน้า (หมายถึงถ้ายังไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้)

แยกแยะ เพื่อกันการสับสน

เจ็บ ปวด หิว กระหาย ให้หมายถึง ความรู้สึกฝ่ายรับรู้ คือทุกขเวทนาทางกาย

ทุกขเวทนาทางใจ  ความรู้สึกจากการรับรู้ในรสของการผัสสะ เกิดขณะผัสสะ แล้วก็เสื่อมจนดับไป   และเนื่องให้เกิดสังขารขันธ์อารมณ์ต่างๆ

 

เห็นเวทนาในเวทนา  เห็นเวทนาอย่างแจ่มแจ้งตามความเป็นจริงในเวทนา ประกอบด้วย สติ สมาธิ ปัญญา

 

         ทุกข์มันมีอยู่ตลอดเวลา  ทุกข์เพราะหิว กระหาย  ทุกข์เพราะเจ็บป่วย  ทุกข์เพราะความทะเยอทะยานดิ้นรน อยากได้นั่นอยากได้นี่   ทุกข์เพราะความกังวลเกี่ยวข้องพัวพัน กลุ้มอกกลุ้มใจ  ทุกข์ที่เป็นนามธรรม     ทุกข์ที่เป็นรูป ก็ทุกข์เพราะหิวกระหาย  กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง ทุกอย่างที่มากระทบ    เพราะสัมผัสมันมีอยู่  ประสาทมันยังไม่ทันดับยังไม่ทันตาย  สิ่งทั้งหลายจะต้องมากระทบอยู่ตลอดเวลา  จะหนีทุกข์พ้นที่ไหนได้ ไปไม่พ้นหรอก   จึงว่าใครจะทิ้งทุกข์ก็ทิ้งไม่ได้  มีชีวิตอยู่ตราบใดก็ยังมีทุกข์อยู่ตราบนั้น    พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน  พระอริยสงฆ์สาวกก็เหมือนกัน   ถึงแม้ท่านจะพิจารณาเห็นทุกข์แล้ว  ทุกข์ก็ยังอยู่เหมือนเดิม  ท่านก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน  แต่ว่าทุกข์มาแล้วไม่สามารถมารบกวนท่านได้  ด้วยเหตุที่ท่านเห็นชัดตามเป็นจริง ดังอธิบายมานั้น

 

ราคะ ความติดใจ  หรือความย้อมใจติดอยู่ในอารมณ์   ความกำหนัด, ความยินดีในกาม


สังขารขันธ์ ยังให้เกิดธรรมหรือสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดเจตนาในการกระทำสิ่งต่างๆ ทั้งในทางดี ทางชั่ว และแม้กลางๆที่ใช้ในการดำรงชีวิตทั่วๆไปอีกด้วย ดังเช่น กิน นอน เดิน นั่ง พูด คิด ฯ.

 

สำหรับนักปฏิบัติ  เมื่อผัสสะเกิดทุกขเวทนา ย่อมเป็นไปตามธรรม แต่ถ้ามีปัญญาคือเกิดสัญญาหมายรู้ซึ่งครอบคลุมปัญญาที่ได้สั่งสมจดจำมาแต่ในอดีตด้วย  ย่อมทำให้สังขารขันธ์ที่จะเกิดนั้นเป็นกุศลสังขารประเภทปัญญิณทรีย์(อโมหะ-ความรู้ความเข้าใจ)ได้   ปัญญาที่เกิดแต่อดีตจึงเป็นสัญญาอย่างหนึ่งเช่นกัน  อีกทั้งปัญญายังเป็นสังขารขันธ์อีกด้วย

 

 

ปัญญา ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความคิดอย่างมีเหตุมีผล การคิดอย่างเห็นเป็นไปตามความเป็นจริง