อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ที่เป็นสิ่งเดียว เนื้อเดียวกันอย่างแท้จริง แต่เกิดจากเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน

ตัวตนแท้จริงแล้วจึงขึ้นอยู่กับเหตุต่างๆนั้น ตามหลักอิทัปปัจจยตา

จึงไม่มีใครสามารถครอบครองหรือควบคุมบังคับบัญชามันให้เป็นไปตามปรารถนาได้

จึงล้วน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

แต่เป็นตถตา คือมันเป็นของมันเช่นนี้เอง

 

 

สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ คือตัณหา อันคือ ความทะยานอยาก - ความอยาก  ความไม่อยาก  ความปรารถนา

ต้องมั่นคงว่าเป็นสมุทัย เป็นไปตามกฏธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่สุดของที่สุดแล้ว

กล่าวคือ ถ้าเกิดตัณหาแล้วย่อมเกิดทุกข์อุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอย่างแน่นอน แม้บางครั้งได้รับการตอบสนองดั่งราวกับเป็นสุข

 

เมื่ออายตนะภายนอก และภายใน กระทบหรือผัสสะกันอย่างใดแล้ว  สติมักไม่เท่าทัน

กล่าวคือ จึงมักจะหลงหรือลืมไปว่า ยังคงต้องเกิดเวทนา อย่างนั้นๆ เป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆเป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา แต่อย่า!!! 

อยากเมื่อใด เป็นทุกข์อุปาทานเมื่อนั้น,  ไม่อยากเมื่อใด ก็เป็นทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเมื่อนั้น เช่นกัน

ปรารถนาในสิ่งใด เป็นทุกข์เมื่อนั้น   ไม่ปรารถนาหรือผลักไสในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์อุปาทานเมื่อนั้น เช่นกัน

 

รูป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์แล้วดับไป  มีความแปรปรวน ที่ควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้ เป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่ตามเห็นสิ่งนั้น(คือเข้าใจผิดไป)ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา

 

จักษุวิญญาณ... จักษุสัมผัส... เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

 

 

ปรมัตถธรรม?

อนันตตา หรืออนัตตา - ไม่ใช่ตน  ไม่ใช่ของตัวตน   ไม่ใช่ตัวตน  :   เหตุที่ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตนเพราะ  ตัวตนทั้งปวงล้วนสิ้นนั้นๆ  ล้วนเป็นเพียงมวลรวม(ฆนะ)ของบรรดาเหล่า เหตุ ต่างๆที่มาประชุมปรุงแต่งกัน เป็นตัวตนขึ้นมา  ดังนั้นตัวตนเหล่านั้นโดยแท้จริงขั้นปรมัตถธรรมแล้วจึงไม่มีตัวตนของมันแท้จริง  และย่อมขึ้นอยู่กับเหล่าเหตุต่างๆที่ประชุมปรุงแต่งกัน  อันเป็นไปตามหลักธรรมที่ว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ  หรือเป็นไปตามหลักอิทัปปัจยตา อันเป็นปรมัตถ์ยิ่งที่ว่า "เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี"  ตัวตนทั้งปวงทั้งสิ้นจึงขึ้นอยู่กับเหตุที่ประชุมปรุงแต่งกันนั้นนั่นเอง จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตน (หรือกับใครๆ) ตามที่หลงเข้าใจ   จึงย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชามันให้เป็นไปตามใจปรารถนาของตนได้ "จึงไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตน" ตามหลักอนัตตา   มันยังคงเป็นไปของมันตามธรรมหรือเหตุนั่นเอง  

ดังนั้นเมื่อมีความคิด กระทบใจ ให้เกิดทุกขเวทนาขึ้น จึงย่อมเข้าใจว่ามันย่อมเป็นเช่นนั้นเองอันเป้นธรรมดา เป็นทุกข์อริยสัจจ์    จึงอย่าไปดิ้นรนขับไส ให้เกิดวิภวตัณหาขึ้น กล่าวคือ ความไม่อยากให้เกิด  ความไม่อยากให้มี  ความไม่อยากให้เป็นไปดังนั้น   อันจักยิ่งเป็นทุกข์ที่แสนเร่าร้อนเผาลนขึ้นอย่างแท้จริง  เพียงแต่มีความเข้าใจว่าทุขเวทนานี้ไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ตน  โดยแท้จริงแล้วเกิดแต่เหตุคือความคิด(อันแฝงทุกข์)กระทบกับใจ จึงต้องหยุดการปรุงแต่งตัวเหตุนั้นๆนั่นเอง

 

๓. อนัตตตา  ความเป็นของ มิใช่ตัวตน

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา,
       ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน โดยอรรถต่างๆ
           ๑. เป็นของสูญ คือ เพราะความจริงแล้ว ตัวตน เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย แท้จริงขั้นปรมัตถ์(คือส่วนย่อยๆนั้น)ซึ่งว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา  หรือของใครๆ (หรือการสมมติเป็นต่างๆ) หมายถึง จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของแท้จริง (หรือก็คือ การประชุมกันเป็นกลุ่มก้อน(ฆนะ)ของเหตุต่างๆ ที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งต่อกันและกันนั่นเองจึงไม่มีตัวตนที่แท้จริง)  
           ๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้   ไม่เป็นของใครจริง      ก็เพราะไม่มีตัวตนแท้จริง จึงครอบครองไม่ได้๑       และข้อสำคัญคือเมื่อเกิดขึ้นมาจากเหตุต่างๆ แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุนั้นๆ ตามหลักอิทัปปัจจยตา  จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตนหรือใครๆทั้งสิ้น เพราะขึ้นอยู่กับเหตุ
           ๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ       กล่าวคือ เมื่อเกิดแต่เหตุต่างๆ จึงขึ้นอยู่กับเหตุต่างๆนั้นดังกล่าว ตามหลักอิทัปปัจจยตา  จึงไม่อยู่ในอำนาจตนหรือใครๆทั้งสิ้น
           ๔. เป็นสภาวธรรม จึงดำรงอยู่หรือเป็นตามธรรมดาของมัน  เช่น ธรรมที่เป็นสังขตะ คือสังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ    ส่วน อสังขตะธรรม ที่ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัยนั้นก็ย่อมไม่มีตัวตนอยู่แล้ว เพราะเป็นเพียงสภาวะธรรมชาติ
           ๕. โดยสภาวะของมันเอง ก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา;

 

มื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ฯ
เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การคงอยู่ ของสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ฯ
 
 
ความจริง ทุกข์เท่านั้น ย่อมเกิด   ทุกข์ย่อมตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้นไป
  นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด   นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ฯ

 

สุขเวทนา  เป็นสุขเพราะตั้งอยู่  เป็นทุกข์เพราะแปรไป

ทุกขเวทนา  เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่  เป็นสุขเพราะแปรไป

อทุกขมสุขเวทนา  เป็นสุขเพราะรู้ชอบ  เป็นทุกข์เพราะรู้ผิด.

 

จูฬเวทัลลสูตรSC

 

 

รูปขันธ์  ย่อมเป็นสังขารอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง  จึงคงอยู่ได้ระยะหนึ่ง จึงย่อมไม่เที่ยง     สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นย่อมเป็นทุกข์  จากการบีบคั้นของการเกิดการดับ  การคงสภาพอยู่ไม่ได้  เป็นที่ตั้งของทุกข์ต่างๆ  แล้วดับสิ้นไปเป็นที่สุด      เป็นอนัตตา ความเป็นของไม่ใช่ของตน  ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัวตนของตน หรือของใครๆ แต่ขึ้นอยู่กับเหล่าเหตุที่เป็นปัจจัยแก่กันและกันตามหลักอิทัปปัจจยตา   เราโดยสมมติจึงย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้  จึงเกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนั้น  ทำใจยอมรับตามความเป็นจริงอันสูงสุดว่า  มันต้องเป็นของมันเช่นนั้นเอง ตถตา   ไม่เป็นอื่นไปได้

เวทนาขันธ์  ย่อมเป็นสังขารอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง  จึงคงอยู่ได้ระยะหนึ่ง จึงย่อมไม่เที่ยง     สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นย่อมเป็นทุกข์  จากการบีบคั้นของการเกิดการดับ  การคงสภาพอยู่ไม่ได้  เป็นที่ตั้งของทุกข์ต่างๆ  แล้วดับสิ้นไปเป็นที่สุด      เป็นอนัตตา ความเป็นของไม่ใช่ของตน  ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัวตนของตน หรือของใครๆ แต่ขึ้นอยู่กับเหล่าเหตุที่เป็นปัจจัยแก่กันและกันตามหลักอิทัปปัจจยตา   เราโดยสมมติจึงย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้  จึงเกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนั้น  ทำใจยอมรับตามความเป็นจริงอันสูงสุดว่า  มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง ตถตา

สัญญาขันธ์  ย่อมเป็นสังขารอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง  จึงคงอยู่ได้ระยะหนึ่ง จึงย่อมไม่เที่ยง     สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นย่อมเป็นทุกข์  จากการบีบคั้นของการเกิดการดับ  การคงสภาพอยู่ไม่ได้  เป็นที่ตั้งของทุกข์ต่างๆ  แล้วดับสิ้นไปเป็นที่สุด      เป็นอนัตตา ความเป็นของไม่ใช่ของตน  ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัวตนของตน หรือของใครๆ แต่ขึ้นอยู่กับเหล่าเหตุที่เป็นปัจจัยแก่กันและกันตามหลักอิทัปปัจจยตา   เราโดยสมมติจึงย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้  จึงเกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนั้น  ทำใจยอมรับตามความเป็นจริงอันสูงสุดว่า  มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง ตถตา   ไม่เป็นอื่น

 

 

 

 

ไม่ใช่ตัวตน  หมายถึงไม่มีตัวตน  เพราะตัวตนแท้จริงไม่มีเป็นเพียงมวลรวม(ฆนะ)ของเหล่าเหตุต่างๆที่มาประชุมปรุงแต่งกันชั่วระยะเวลาหนึ่งๆ

 

เวทนานุปัสสนา สติตามดูเวทนา คือ ความรู้สึกสุขทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์โดยรู้เท่าทันว่า เวทนานี้ ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

 

มโนสัมผัสสชาเวทนา เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส,    ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะการที่ใจ ธรรมารมณ์และมโนวิญญาณประจวบกัน;

 

สังขารขันธ์   สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทำ มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล และที่กลางๆ เป็นอัพยากฤต ได้แก่ เจตสิก ๕๐ อย่าง (คือ เจตสิกทั้งปวง เว้นเวทนาและสัญญา) เป็นนามธรรมอย่างเดียว,

 

 

อุปาทาน 4 (ความยึดมั่น, ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส, ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง - attachment; clinging; assuming)
       1. กามุปาทาน (ความยึดมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ - clinging to sensuality)
       2. ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ - clinging to views)
       3. สีลัพพตุปาทาน (ความยึดมั่นในศีลและพรต คือ หลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบ วิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีต่างๆ ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยสักว่ากระทำสืบๆ กันมา หรือปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล - clinging to mere rule and ritual)
       4. อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลายหรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวงอันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ - clinging to the ego-belief)

 

สุขเวทนา ----- เกิด ความปรารถนาหรือความอยากในกามตัณหา  หรือภวตัณหา         จึงต้องไม่ไปอยาก หรือติดเพลิน บ่นถึง

ทุกขเวทนา      เกิด ความไม่ปรารถนาหรือไม่ต้องการ หรือผลักไสในกามตัณหา  หรือเกิดวิภวตัณหา         จึงไม่ไปผลักไส  หรือไปพิรี้พิไร รำพัน โอดครวญ

 

ตัณหา  ความทะยานอยาก, ความดิ้นรน, ความปรารถนา, ความเสน่หา  มี ๓ คือ
       ๑. กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่ารักใคร่
       ๒. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ  อยากเป็นนั่นเป็นนี่
       ๓. วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ  อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่   อยากพรากพ้นดับสูญไปเสีย


กามุปาทาน ความยึดติดถือมั่นในกาม ยึดถือว่าเป็นของเราหรือจะต้องเป็นของเรา จนเป็นเหตุให้เกิดริษยาหรือหวงแหน ลุ่มหลง เข้าใจผิด ทำผิด

 

อารมณ์ เครื่องยึดหน่วงของจิตต์, สิ่งที่จิตต์ยึดหน่วง,
       สิ่งที่ถูกรู้หรือถูกรับรู้ ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์;
       ในภาษาไทย ความหมายเคลื่อนไปเป็น  ความรู้สึก หรือความเป็นไปแห่งจิตใจในขณะหรือช่วงเวลาหนึ่งๆ  เช่นว่า อย่าทำตามอารมณ์ วันนี้อารมณ์ดี อารมณ์เสีย เป็นต้น

 

กลุ่มโทสะ[แก้]

ธรรมฝ่ายชั่วนี้มี 3 อย่าง คือ

 

ธรรมที่อยู่กลุ่มเดียวกับโมหะมีอีก 3 อย่าง เมื่อนับรวมกับโมหะจึงเรียกว่า โมจตุกะ ได้แก่

 

โทสมูลจิต เป็นจิตที่มีรากเง่าเค้ามูลมาจาก

๑. ไม่ชอบ ๖. โกรธ

๒. เสียใจ ๗. เกลียด

๓. กลุ้มใจ ๘. 
กลัว

๔. รำคาญ ๙. ประทุษร้าย

๕. หงุดหงิด ๑๐. ทำลาย

 

 

ปุถุชนทั่วไปมักมีอกุศลมูล 3 คือ โลภ โกรธ หลง เป็นสรณะอันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ หลักธรรมทางพุทธศาสนานี้เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าคงมีหลาย ๆ คนที่ยังไม่ทราบถึงความหมายของ อกุศลมูล และวันนี้กระปุกดอทคอมก็จะมานำเสนอข้อมูลให้เพื่อน ๆ ได้ทราบกันค่ะ

        
  สำหรับ อกุศลมูล 3 หากแปลตามตัวอักษรจะหมายความว่า รากเหง้าของความไม่ฉลาด หรือหมายถึง รากเหง้าหรือต้นตอของความชั่วทั้งปวง เมื่อกำเริบจะแสดงออกมาเป็นทุจริตทางกาย วาจา ใจ รวมเป็นเหตุให้เกิดกิเลสซึ่งมี 3 ประการ ได้แก่

          
1. โลภะ (ความอยากได้) ความอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน อยากให้ตนมีเหมือนคนอื่น หรือมีมากกว่าผู้อื่น ความอยากมีหลายรูปแบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง เช่น อิจฉา ความอยาก, ปาปิจฉา ความอยากอย่างชั่วช้าลามก, มหิจฉา ความอยากรุนแรง, อภิชฌาวิสมโลภะ ความอยากได้ถึงขั้นเพ่งเล็ง ความอยากจะเกิดมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความชั่วในตัวเอง วิธีแก้ไขความอยากคือ การใช้สติ ระลึกรู้ในตน

          
2. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) การอยากฆ่า การอยากทำลายผู้อื่น ความคิดประทุษร้ายเป็นรากเหง้าให้เกิดกิเลสได้หลายอย่าง เช่น ปฏิฆะ ความหงุดหงิด, โกธะ ความโกรธ, อุปนาหะ ความผูกโกรธ พยาบาท ความคิดปองร้าย ถ้าปล่อยให้มีโทสะมาก ผู้นั้นจะเป็นคนชั่ว คนพาล และเป็นภัยต่อสังคม วิธีแก้ไขโทสะ คือการใช้สติระงับตน และฝึกตนให้เป็นผู้มีอโทสะ

          
3. โมหะ (ความหลงไม่รู้จริง) ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความมัวเมา ความประมาท เป็นรากเหง้าให้เกิดกิเลสได้ต่าง ๆ มากมาย เช่น มักขะ ลบหลู่คุณท่าน, ปลาสะ ตีเสมอ, มานะ ถือตัว, มทะ มัวเมา, ปมาทะ เลินเล่อ โมหะทำให้ขาดสติ ไม่รู้ผิดชอบร้ายแรงกว่าโลภะ และโทสะ รวมทั้งส่งเสริมให้โลภะและโทสะมีกำลังมากขึ้นยิ่งด้วย วิธีที่จะทําให้โมหะลดลงนั้นจะต้องปฏิบัติตนเป็นผู้ที่มี อโมหะ ความไม่หลงงมงาย


ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา  ฉะนั้นเวทนาจึง เป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน) และบุคคลย่อมไม่(สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนา)ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด  เวทนาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.



 (ในเมื่อรู้แล้วว่า มันเป็นตัวทุกข์ แล้วไปเก็บไปเอามันว่า เป็นของตัวของตนทำไมให้เป็นทุกข์)

 

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา,
       ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน โดยอรรถต่างๆ
           ๑. เป็นของสูญ คือ เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย  ซึ่งส่วนย่อยๆนี้ก็ล้วนแต่ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ
           ๒. (ตัวเหตุหลัก) เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้  จึงไม่เป็นของใครจริง
           ๓. เมื่อไม่เป็นของใครจึง ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆทั้งสิ้น
           ๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นตามธรรมดาของมันหรือธรรมชาติ เช่น ธรรมที่เป็นสังขตะ คือสังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ
           ๕. โดยสภาวะของมันเอง ก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา

เป็นของมิใช่ตัวตนโดยแท้จริง  เพราะตัวตนที่ผัสสะทั้งปวงนั้นล้วนเป็นเพียงกลุ่มก้อนหรือมวลรวมของเหล่าเหตุต่างๆที่มาประชุมปรุงแต่งกัน

 

อนัตตา  ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน หรือจะกล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งไม่มีตัวตนแท้จริง ก็คงได้  เพราะตัวตนทั้งปวงล้วนสิ้น ไม่ว่าที่เห็นหรือผัสสะด้วยอายตนะใดๆแม้แต่ใจ ก็ตามที  ต่างล้วนไม่มีตัวตนโดยแท้จริง  ด้วยไม่มีอยู่โดยลำพัง แต่แท้จริงขั้นปรมัตถ์แล้ว สรรพสิ่งหรือสังขารเหล่านั้นเป็นเพียงกลุ่มก้อนหรือมวลรวม(หรือองค์ประกอบ)ของเหล่าเหตุต่างๆ(หรือส่วนย่อยต่างๆ)ที่มาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกันจึงเกิดขึ้น เพียงชั่วขณะระยะหนึ่งๆตราบเท่าที่ยังมีเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันอยู่   เมื่อไม่มีตัวตนแท้จริงหรือเป็นของสูญ จึงย่อมไม่มีใครสามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้  จึงต่างล้วนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนของเรา  แท้จริงตัวตนหรือสรรพสิ่งหรือสังขารเหล่านั้นจึงต่างต้องล้วนแปรปรวนเป็นไปตามเหล่าเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งกัน (ตามหลักอิทัปปัจยตา) ดังนั้นโดยแท้จริงขั้นสูงสุดแล้วจึงย่อมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครๆโดยตรง  มันจึงเป็นเช่นนั้นเองคือเป็นไปตามเหล่าเหตุปัจจัยที่ประชุมปรุงแต่งกัน  

ซึ่งย่อมต้องแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย จึงมีไม่เที่ยง(อนิจจัง)เป็นธรรมดา  

และเพราะความไม่เที่ยงดั่งนี้แล จึงเป็นทุกข์ จากการบีบคั้นของการเกิดขึ้น และการต้องดับไปนั่นเอง  จึงคงสภาพอยู่ไม่ได้หรือทนอยู่ได้ยาก  จึงเป็นที่ตั้งของความทุกข์

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จึงให้ รู้อารมณ์เฉยๆ อย่าได้พยายามไปละอารมณ์นั้นเด็ดขาด จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้นเป้นตัวขันธ์ (จึง)เป็นตัวทุกข์  ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้นแอย่าอยาก(มีตัณหา)ที่จะไปละมันเข้า

 
ทุกขตา,ทุกขัง  ความเป็นทุกข์, ภาวะที่คงทนอยู่ไม่ได้

 ทุกขลักษณะ เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์, ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์,
       ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นทุกข์คือ
           ๑. ถูกการเกิดขึ้น และการดับสลาย บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา
           ๒. ทนได้ยาก (คือ ทนอยู่ด้วยได้ยากลำบาก หรือทนอยู่ด้วยความเร่าร้อนกระวนกระวาย)   หรือเพราะ  คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
           ๓. เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์
           ๔. แย้งต่อสุข หรือเป็นสภาวะที่ปฏิเสธความสุข;

 

อนิจจลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนิจจะ,
       ลักษณะที่ไม่เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่
           ๑. เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไป คือ เกิดดับๆ มีแล้ว ก็ไม่มี
           ๒. เป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพไปเรื่อยๆ
           ๓. เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆ
           ๔. แย้งต่อความเที่ยง คือ โดยสภาวะของมันเอง ก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู่ในตัว;

 

อนัตตา   ไม่ใช่ตัวตน  ตัวตนที่ผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที  ต่างล้วนเป็นเพียงก้อนหรือมวลรวม(ฆนะ)ขององค์ประกอบต่างๆที่มาประชุมรวมกัน  หรือก็คือเหตุต่างๆที่มาประชุมปรุงแต่งกันขึ้นนั่นเอง  แท้จริงขั้นปรมัตถ์จึงไม่มีตัวตน ที่เป็นของมันอย่างแท้จริง     จึงย่อมไม่มีใครสามารถครอบครองมันได้  จึงไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชามันได้  

 ไม่ยึดมั่น ถือมั่น เกิดจากปัญญาด้วยเข้าใจว่า มันเกิดแต่เหตุปัจจัยจึงไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชามันได้ดังใจปรารถนา  จึงไม่ควรไปยึดมั่น ถือมั่น หรือคาดหวัง    ปล่อยวางด้วยเข้าใจว่าไม่สามารถไปควบคุมบังคับบัญชามันได้

 

อนัตตานุปัสสนา การพิจารณาเห็นในสภาพที่เป็นอนัตตา คือหาตัวตนเป็นแก่นสารมิได้

 

อนัตตา ไม่ใช่อัตตา, ไม่ใช่ตัวใช่ตน;

 

เวทนาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน) และบุคคลพึง(ควบคุมบังคับบัญชา)ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของ เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

         ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา  ฉะนั้นเวทนาจึง เป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน) และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด  เวทนาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

 

สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ทั้งไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ

จึงต้องไม่ตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา  นั่นเป็นเรา  นั่นเป็นตัวตนของเรา

 

  ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้น(คือมีความเห็นผิดไป)ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?

         ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.

         ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  

         ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.  

         ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

         ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.  

         ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้น(คือมีความเห็นผิดไป)ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?  

         ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.

 

อธิบายอีกปริยายหนึ่ง สังขารตามความหมายนี้ยกเอาเจตนาขึ้นเป็นตัวนำหน้า ได้แก่ สัญเจตนา คือ เจตนาที่แต่งกรรมหรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่างคือ
           ๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย คือ กายสัญเจตนา
           ๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา คือ วจีสัญเจตนา
           ๓. จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ คือ มโนสัญเจตนา
       3. สภาพที่ปรุงแต่งชีวิตมี ๓ คือ
           ๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
           ๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร
           ๓. จิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา

 

 เวทนาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว

เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน) และบุคคลพึงได้(ตามปรารถนา)ในเวทนาว่า

เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของ เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

         ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา  

ฉะนั้นเวทนาจึง เป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน) และบุคคลย่อมไม่ได้(ตามปรารถรา)ในเวทนาว่า

เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด  เวทนาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

 

 

  ในทางฟิสิกส์สามารถกำหนดได้ว่า องค์ประกอบที่เล็กย่อยที่สุด  ที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกได้อีกต่อไปคืออยู่ในรูปอะตอม

แต่บอกได้ว่ามีองค์ประกอบของธาตุทั้งสี  คือสภาพที่เป็นดินก็คือมีมวล

สภาพที่เป็นน้ำคือสสารสามารถทำให้เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวได้ก็ถือว่ามีธาตุน้ำ

และในอะตอมมีที่ว่างและมีอนุภาคต่างๆที่เคลื่อนไหวเทียบได้กับธาตุลม  

และแน่นอนว่าในอะตอมมีการเคลื่อนไหวมีพลังงานมีความร้อนที่คิดให้เป็นธาตุไฟได้

 

สสารพลังงาน VS นามรูป

ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ได้แบ่งออกเป็น 2 พวกหลักคือ สสาร และพลังงาน

สสารคือสิ่งที่มีตัวตน ที่มองเห็นได้ และมองไม่เห็นมีคุณสมบัติร่วมที่มี มวลอาจจะอยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว แกส และพลาสม่า

สำหรับพลังงานไม่มีตัวตน สามารถเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไปอีกรูปหนึ่ง มีความสามารถทำให้สิ่งที่มีมวลพยายามเคลื่อนที่ หรือทำให้เคลื่อนที่หรือทำให้เปลี่ยนความเร็ว และท้ายที่สุดจากการค้นพบของไอน์สไตย์ พบว่าสสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้โดยตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าสสารและพลังงานสามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมากันได้

ในศาสนาพุทธก็แบ่งสิ่งทั้งหลายสิ่งทั้งปวงเป็นสองพวกคือรูปกับนาม เทียบรูปได้กับสสารอยู่ในรูปสถานะต่างๆ เช่นเดียวกันรูปเป็นสิ่งที่มีตัวตนสามารถมองเห็น แตะสัมผัสจับต้องได้เหมือนกัน ในทางพุทธศาสนาจะแบ่งรูปออกไปใน 4 รูปแบบคือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึงดูเหมือนว่าหยาบๆ แต่ถ้าเทียบเคียงดูในทางวิทยาศาสตร์แบ่งสสารออกได้หลายรูปแบบ ในทางฟิสิกส์สามารถกำหนดได้ว่าองค์ประกอบที่เล็กย่อยที่สุดที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกได้อีกต่อไปคืออยู่ในรูปอะตอม แต่บอกได้ว่ามีองค์ประกอบของธาตุทั้งสี คือสภาพที่เป็นดินก็คือมีมวล สภาพที่เป็นน้ำคือสสารสามารถทำให้เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวได้ก็ถือว่ามีธาตุน้ำ และในอะตอมมีที่ว่างและมีอนุภาคต่างๆที่เคล่ื่อนไหวเทียบได้กับธาตุลม และแน่นอนว่าในอะตอมมีการเคลื่อนไหวมีพลังงานมีความร้อนที่คิดให้เป็นธาตุไฟได้

จากที่ได้เทียบเคียงให้เห็นนั้น สสารที่เราสังเกตได้ สามารถจัดให้อยู่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในดิน น้ำ ลม และไฟ   และเมื่อพิจารณาอะตอมอันเป็นองค์ประกอบมูลฐานของสสารกลับพบว่ามีสภาพดินน้ำลมไฟอยู้่ในตัว ดังนั้นกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีดิน น้ำ ลมไฟ อยู่ในตัว  และที่จะเห็นต่างกันก็คือว่าในพุทธศาสนานั้นได้กำหนดไฟอันเป็นรูปของพลังงานเป็นรูปที่มีตัวตน สอดคล้องกับหลักการสมัยใหม่ คือสสารกับพลังงานเป็นสิ่งเดียวกันสามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้

ในส่วนที่สองคือนาม คือสิ่งที่ไม่มีตัวตนแต่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการรับรู้ต่างๆ ซึ่งคือสิ่งเดียวกับที่เรียกกันว่าจิต   ในทางฟิสิกส์ไม่มีส่วนใดที่จะกล่าวได้ว่าเป็นจิต เมื่อกล่าวถึงเรื่องจิตก็จะกล่าวถึงสิ่งที่ยังไม่แน่ใจยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ที่เรียกว่าอภิปรัชญาหรือ Metaphysics   ในทางพุทธศาสนาได้พูดเรื่องนี้ไว้ละเอียดมากกว่าเรื่องของรูป เพราะทางศาสนานั้นมุ่งเน้นในการแก้ปัญหาทางจิต เพราะถือว่าจิตก่อให้เกิดการกระทำต่างๆ ไม่ใช่สมองก่อให้เกิดการกระทำ แต่เป็นตัวที่ควบคุมการกระทำตามศักยภาพของแต่ละคนเสียมากกว่า และที่เห็นเด่นชัดอีกอย่างที่พุทธศาสนาแบ่งแยกแยะในรายละเอียดลงไป ในขันธ์ 5 อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ซึ่ง 4 ประการหลังเป็นองค์ประกอบฝ่ายจิตหรือนามนั่นเอง กล่าวได้ว่า เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตที่มีมามากกว่า 2500 ปีแล้ว และยังยืนยงคงทนต่อการพิสูจน์                          

https://sites.google.com/site/energyphysics2554/ssar-phlangngan-vs-nam-rup

 

พระเจ้าธรรมชาติ

ความจริงที่พิสูจน์ได้คือความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผล ซึ่งคือความจริงทางสสารหรือโลกทางวัตถุทางกายภาพทั้งสิ้น ในเมื่อพระเจ้าไม่สามารถที่จะแสดงตัวออกมาให้เห็นเป็นตัวเป็นตนในทางกายภาพ ในทางวิทยาศาสตร์พระเจ้าย่อมไม่มีจริง

แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ปรากฏให้เห็นในทางกายภาพ และที่เราประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นเป็นของจริงแตะต้องสัมผัสได้มีทั้งพลังแห่งการสร้างสรรค์และการทำลายล้างเป็นของคู่กันเสมอ มนุษย์สามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆโดยการเลียนแบบธรรมชาติและศึกษากลไกของธรรมชาติ ยังไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่จะเอาชนะธรรมชาติ แต่เลียนแบบธรรมชาติได้เพียงน้อยนิดเท่านั้นแค่สร้างวัตถุที่มีชีวิตตามธรรมชาติสักชนิดให้เหมือนจริงๆ ยังทำได้ยาก แม้แต่หุ่นยนต์ที่ว่าทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์ก็ตาม มนุษย์สามารถสร้างระเบิดอะตอมหรือนิวเคลียร์ได้ แต่อย่าลืมว่า พายุเฮอริเคนที่ผัดกระหน่ำนานเพียง 10 นาที จะปล่อยพลังงานออกมามากเท่ากับอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งโลกรวมกัน

และสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่คือภูเขาไฟ ถ้าว่าไปแล้วความร้อนหินหลอมเหลวที่มีอยู่ภายในมีพลังงานที่ยิ่งใหญ่มากกว่าพายุเฮอริเคน แผนดินไหวและสึกนามิเสียอีก ภูเขาไฟอาจทำให้เมืองให้เกาะหายไป ทำให้เกิดแผ่นดินไหว สึกนามิตามมา ความยิ่งใหญ่เหล่านี้ยังไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่จะกำหนดสร้างขึ้นมาได้หรือแม้แต่เพียงการควบคุม จึงไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติที่น่าจะเป็นพระเจ้าที่แท้จริง เพราะไม่มีใครที่จะทราบได้แน่นอนว่าเกิดมาจากไหนใครเป็นผู้สร้าง อะไรที่ตอบไม่ได้ก็สุดท้ายก็เพราะธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้่นเอง

 

ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงาน

ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงาน ที่ว่าพลังงานรวมในจักรวาลมีค่าคงที่เสมอ พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นหรือถูกทำลาย ซึ่งเป็นการมองในภาพรวมทั้งหมด บางคนก็อาจไม่เข้าใจว่าแล้วที่เราสามารถผลิตน้ำมันพืชได้ หรือผลิดน้ำมันมะพร้าวแล้วนำไปใช้เป็นพลังงานได้ แล้วใช้หมดไปแล้วจะบอกว่าไม่สามารถถูกสร้างขึ้นหรือทำลายได้อย่างไร  ในเรื่องนี้อธิบายได้ว่าพลังงานมีการแปลงหรือเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งเสมอ เป็นไปได้มากที่สุดที่เป็นได้  เมื่อเราใช้พลังงานพลังงานไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ไปอยู่ในบางที่หรือเปลี่ยนไปอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดชึ้นเช่นต้มน้ำด้วยเตาแกสหุงต้ม แกสหุงต้มที่อัดอยู่ในถังแกสมีพลังงานอยู่ในตัวคือเมื่อติดไฟทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเกิดเปลวไฟความร้อน(เปลียนรูปพลังงาน) ถายทอดให้ภาชนะ อากาศ และน้ำ เมื่อน้ำเดือดปิดเตาแกส ภาชนะค่อยๆถ่ายทอดความร้อนให้อากาศ ตอนที่น้ำเดือดเป็นไอน้ำนำความร้อนไปให้อากาศเหมือนกัน แต่การจะทำให้พลังงานที่เปลี่ยนรูปไปแล้วย้อนกลับมาเป็นแกสอีกนั้นทำได้ยากมาก จึงทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าพลังงานหายไปได้

 


อนิจจลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนิจจะ,
       ลักษณะที่ไม่เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่
           ๑. เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไป คือ     เกิดดับๆ   มีแล้วก็ไม่มี
           ๒. เป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพไปเรื่อยๆ
           ๓. เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆ


           ๔. แย้งต่อความเที่ยง คือ โดยสภาวะของมันเอง ก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู่ในตัว;

 


ทุกขลักษณะ เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์, ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์,
       ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นทุกข์คือ
           ๑. ถูกการเกิดขึ้นและการดับสลาย บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา
           ๒. ทนได้ยาก หรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้       คงทนสภาพอยู่ได้ยาก?
           ๓. เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์


           ๔. แย้งต่อสุขหรือเป็นสภาวะที่ปฏิเสธความสุข;
       ดู อนิจจลักษณะ, อนัตตลักษณะ

 

สุข ความสบาย, ความสำราญ, มี ๒
           ๑. กายิกสุข สุขทางกาย
           ๒. เจตสิกสุข สุขทางใจ,
       อีกหมวดหนึ่ง มี ๒ คือ
           ๑. สามิสสุข สุขอิงอามิส คืออาศัยกามคุณ
           ๒. นิรามิสสุข สุขไม่อิงอามิส คืออิงเนกขัมมะ
       (ท่านแบ่งเป็นคู่ๆ อย่างนี้อีกหลายหมวด)

 

             [๓๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
ของคฤหัสถ์ ๑ สุขเกิดแต่บรรพชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดแต่บรรพชาเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ
กามสุข ๑ เนกขัมมสุข ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ เนกขัมมสุขเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
เจือกิเลส ๑ สุขไม่เจือกิเลส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขไม่เจือกิเลสเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
มีอาสวะ ๑ สุขไม่มีอาสวะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขไม่มีอาสวะเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
อิงอามิส ๑ สุขไม่อิงอามิส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขไม่อิงอามิสเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
ของพระอริยเจ้า ๑ สุขของปุถุชน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขของพระอริยเจ้าเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ
กายิกสุข ๑ เจตสิกสุข ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ เจตสิกสุขเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
อันเกิดแต่ฌานที่ยังมีปีติ ๑ สุขอันเกิดแต่ฌานที่ไม่มีปีติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขอันเกิดแต่ฌาน
ไม่มีปีติเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
เกิดแต่ความยินดี ๑ สุขเกิดแต่ความวางเฉย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒
อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดจากการวางเฉย
เป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
ที่ถึงสมาธิ ๑ สุขที่ไม่ถึงสมาธิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขที่ถึงสมาธิเป็นเลิศ ฯ
             [๓๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
เกิดแต่ฌานมีปีติเป็นอารมณ์๑ สุขเกิดแต่ฌานไม่มีปีติเป็นอารมณ์๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิด
แต่ฌานไม่มีปีติเป็นอารมณ์เป็นเลิศ ฯ
             [๓๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
ที่มีความยินดีเป็นอารมณ์ ๑ สุขที่มีความวางเฉยเป็นอารมณ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขที่มีความวางเฉย
เป็นอารมณ์เป็นเลิศ ฯ
             [๓๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุข
ที่มีรูปเป็นอารมณ์ ๑ สุขที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่าง
นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์
เป็นเลิศ ฯ
จบสุขวรรคที่ ๒

 

 

ราหุลสูตร

[๑๘๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ทรงเกิดปริวิตกแห่งพระหฤทัยอย่างนี้ว่า ธรรมที่เป็น เครื่องบ่มวิมุติของราหุลแก่กล้าแล้ว ถ้ากระไร เราควรแนะนำราหุลในธรรมเป็นที่ สิ้นอาสวะยิ่งขึ้นไปเถิด ครั้นทรงพระดำริฉะนี้แล้ว ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร สาวัตถี ครั้นเวลาภายหลังภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสเรียกพระท่าน ราหุลมาตรัสว่า ราหุล เธอจงถือผ้านิสีทนะไปสู่ป่าอันธวันด้วยกัน เพื่อพักผ่อน ในกลางวัน ฯ ท่านพระราหุลทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ถือผ้านิสีทนะตาม เสด็จพระผู้มีพระภาคไปข้างหลัง ก็สมัยนั้น พวกเทวดาหลายพันติดตามพระผู้มี พระภาคไปด้วยคิดว่า วันนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงแนะนำท่านพระราหุลในธรรม เป็นที่สิ้นอาสวะอันยิ่งขึ้นไป ฯ

[๑๘๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่ป่าอันธวัน ประทับ ณ พุทธอาสน์ที่พระราหุลปูลาดถวาย ที่ควงต้นไม้แห่งหนึ่ง ฝ่ายท่านพระราหุลถวาย อภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาค จึงตรัสถามว่า

ดูกรราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง

ท่านพระราหุลกราบทูลว่า    ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา   ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้น(คือเข้าใจผิดไป)ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

รา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

รา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้น(คือเข้าใจผิดไป)ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

รา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. จักษุวิญญาณ... จักษุสัมผัส... เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

รา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้น(คือเข้าใจผิดไป)ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

รา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯลฯ

พ. ใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

รา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้น(คือคิดเข้าใจผิดไป)ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

รา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ธรรมารมณ์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

รา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้น(คือเข้าใจผิดไป)ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

รา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. มโนวิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ รา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

รา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. มโนสัมผัสเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

รา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

รา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัสเป็น ปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

รา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ

รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า

นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

รา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งใน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งใน ใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัส เป็นปัจจัย  เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุด พ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติ สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี พระผู้มีพระภาคตรัสพระสูตรนี้จบลงแล้ว ท่านพระราหุลชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค อนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิต นี้อยู่ จิตของท่านพระราหุลหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ฝ่าย เทวดาหลายพันก็เกิดธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ฯ

จบสูตรที่ ๘

 

ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด  ทุกข์ย่อมตั้งอยู่  และเสื่อมสิ้นไป

 นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด  นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ฯ

 

เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ สมมติว่าสัตว์ก็มีได้
		เหมือนเสียงพูดว่ารถย่อมมีได้ เพราะการคุมกันแห่งส่วนประกอบ
		อนึ่งทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นดำรงอยู่และ
		แปรผันไป นอกจากทุกข์ไม่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้น
		นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรอื่นดับไปเลย๑-
 
 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค]

๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส

พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คนพึงเอาหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ที่มีอยู่ในเชตวัน วิหารนี้ไปเผา หรือจัดการไปตามรูปเรื่อง พวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า

“คนย่อมเอาพวกเราไปเผาหรือจัดการไปตามรูปเรื่อง”

ความดำริเช่นนั้นไม่มีเลย พระเจ้าข้า

ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร เพราะนั่นมิใช่ตน หรือของเนื่องด้วยตนของพวกข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า

อย่างเดียวกันนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละ สิ่งนั้นเสีย สิ่งที่พวกเธอละได้แล้วนั้นจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอด กาลนาน ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่ามิใช่ของพวกเธอ

ภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสียเถิด รูปที่พวกเธอละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน

เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มิใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสียเถิด วิญญาณที่พวกเธอละได้แล้วจักมีเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง สมจริงดังภาษิตนี้

 
	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุ ที่เราเรียกว่า ‘โลก’ เพราะจะต้องแตกสลาย
ก็อะไรเล่าจะต้องแตกสลาย คือ จักษุแลต้องแตกสลาย รูปต้องแตกสลาย จักขุ
วิญญาณต้องแตกสลาย จักขุสัมผัสต้องแตกสลาย แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนา(เป็นทุกข์ก็มิใช่เป็นสุขก็มิใช่) ที่เกิดขึ้นเพราะมีจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
ต้องแตกสลาย โสตะต้องแตกสลาย เสียงต้องแตกสลาย ฆานะต้องแตกสลาย
กลิ่นต้องแตกสลาย ชิวหาต้องแตกสลาย รสต้องแตกสลาย กายต้องแตกสลาย
โผฏฐัพพะต้องแตกสลาย มโนต้องแตกสลาย ธรรมารมณ์ต้องแตกสลาย มโน-
วิญญาณต้องแตกสลาย มโนสัมผัสต้องแตกสลาย แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา
อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ต้องแตกสลาย ภิกษุ
ที่เราเรียกว่า ‘โลก’ เพราะจะต้องแตกสลาย เป็นอย่างนี้”๑-
	คำว่า เธอจงพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า อธิบายว่า บุคคลย่อม
พิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่าด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ
		๑. ด้วยการกำหนดเห็นสังขารไม่เป็นไปตามอำนาจ
		๒. ด้วยการพิจารณาเห็นสังขารเป็นของว่างเปล่า
	บุคคลพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ด้วยการกำหนดเห็นสังขารไม่
เป็นไปตามอำนาจ เป็นอย่างไร
	คือ บุคคลย่อมไม่ได้อำนาจในรูป อำนาจในเวทนา อำนาจในสัญญา
อำนาจในสังขาร อำนาจในวิญญาณ
	สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา ถ้ารูป
นี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้ รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า
“รูปของเราจงเป็นอย่างนี้ รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย” ภิกษุทั้งหลาย ก็
เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า
“รูปของเราจงเป็นอย่างนี้ รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น”
 
 
พวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร

คนพึงเอาหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ที่มีอยู่ในเชตวัน วิหารนี้ไปเผา หรือจัดการไปตามรูปเรื่อง

พวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า “คนเขาเอา เรา ไปเผาหรือไปจัดการไปตามรูปเรื่อง”

ความดำริเช่นนั้นไม่มีเลย พระเจ้าข้า

ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร เพราะนั่นมิใช่ตน หรือของเนื่องด้วยตนของพวกข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า

อย่างเดียวกันนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละ สิ่งนั้นเสีย สิ่งที่พวกเธอละได้แล้วนั้นจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่ามิใช่ของพวกเธอ

ภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสียเถิด รูปที่พวกเธอละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน

เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มิใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสียเถิด วิญญาณที่พวกเธอละได้แล้วจักมีเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา  หรือสิ่งนี้ของคนอื่น  ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง สมจริงดังภาษิตนี้

 

สังขารขันธ์ - สภาพที่ปรุงแต่งจิต ให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ  ยังให้เกิด กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร

-สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว

-สภาพที่ปรุงแต่งใจ ให้เกิดการกระทำต่างๆ(กรรม)ขึ้น

-เจตนาที่แต่งกรรม หรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่าง คือ กายสังขาร(ทางกาย) วจีสังขาร(ทางวาจา) มโนสังขารหรือจิตตสังขาร(ทางใจ)

 

เวทนา  ความรู้สึกสุข,ทุกข์,หรือเฉยๆ  ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะกับอายตนะใดๆ

 

จิตฟุ้งซ่าน ได้แก่ ผู้ปล่อยจิต ไปตามอารมณ์   ท่านเรียกว่า เป็นบ้าเพราะยักษ์เข้าสิง. ม

 

ธรรมทั้งมวล แม้แต่เราโดยสมมติ ล้วนไม่ใช่เป็นของเรา    ไม่ใช่เป็นเรา  ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา  ก็จริงอยู่   แต่ยังคงมี คงเกิด ขึ้นเป็นธรรมดา    เพียงแต่สติรู้เท่าทัน และไม่ไปผลักไส หรือไปยึด หรือไปอยากว่าเป็นของเรา เพียงเท่านั้นเอง   ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจาการผัสสะต่างๆเท่านั้นเอง

 

 

อาสวะ กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ไหลซึมซ่านไปย้อมจิตเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ
       มี ๓ อย่าง คือ
           ๑. กามาสวะ อาสวะคือกาม
           ๒. ภวาสวะ อาสวะคือภพ
           ๓. อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา;
       อีกหมวดหนึ่งมี ๔ คือ
           ๑. กามาสวะ
           ๒. ภวาสวะ
           ๓. ทิฏฐาสวะ
 อาสวะคือทิฏฐิ
           ๔. อวิชชาสวะ;
       ในทางพระวินัยและความหมายสามัญ หมายถึง เมรัย
       เช่น ปุปฺผาสโว น้ำดองดอกไม้, ผลาสโว น้ำดองผลไม้

 

กามาสวะ อาสวะคือกาม, กิเลสดอง อยู่ในสันดานที่ทำให้เกิดความใคร่

ภวาสวะ อาสวะคือภพ,
       กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้อยากเป็นอยากเกิดอยากมีอยู่คงอยู่ตลอดไป
       (ข้อ ๒ ในอาสวะ ๓ และ ๔)

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย 
               ผู้เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระ ตรัส 
               สุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้ามได้แสนยาก 
               เพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปุถุชนทั้งหลายผู้ไม่ 
               รู้เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลาย อันล้วนแต่เป็นของ 
               งดงาม มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวง 
               หาภพใหม่ กระทำแต่สิ่งไร้ประโยชน์ ชื่อว่าประสงค์ทุกข์ 
               ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดยแท้. 

 

 

แสดงความตามพระบาลีดังนี้
           ๑. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง
           ๒. สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้
           ๓. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน;

 

สังขารขันธ์ หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งทางใจให้ดีหรือชั่วหรือกลางๆ  ยังให้เกิดการกระทำ(กรรม)ขึ้น

 

 
ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย กายนี้มิใช่ของพวกเธอ  ทั้งมิใช่ของคนอื่น

กายนี้ กรรมเก่าควบคุมไว้   จิตประมวลไว้

พึงเห็นว่า เป็นที่ตั้งแห่ง เวทนา

อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมมนสิการปฏิจจสมุปบาทอย่างดีโดยแยบคาย ในกายนั้นว่า

“เพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี

เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป คือ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

ความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความ คับแค้นใจก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

บุคคลพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ด้วยการพิจารณาเห็นสังขาร
เป็นของว่างเปล่า เป็นอย่างไร
             คือ บุคคลย่อมไม่ได้แก่นสารในรูป แก่นสารในเวทนา แก่นสารในสัญญา
แก่นสารในสังขาร แก่นสารในวิญญาณ
             รูปไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยสาระแห่งแก่นสารที่
เป็นของเที่ยง โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นสุข โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นตัวตน
โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นของยั่งยืน โดยความเป็นของมั่นคง หรือโดย
ความเป็นของไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา
             เวทนาไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร ฯลฯ
             สัญญาไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร ฯลฯ
สังขารไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร ฯลฯ
             วิญญาณไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร ฯลฯ โดยสาระแห่ง
แก่นสารที่เป็นของเที่ยง โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นสุข โดยสาระแห่งแก่นสารที่
เป็นตัวตน โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นของยั่งยืน โดยความเป็นของมั่นคง
หรือโดยความเป็นของไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา
             ไม้อ้อไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ไม้ละหุ่ง ไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจาก
แก่น ไม้มะเดื่อ ไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ไม้ทองหลาง ไม่มีแก่น ไร้แก่น
ปราศจากแก่น ต้นหงอนไก่ (ปาลิภทฺทโก) ไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น
ฟองน้ำ ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร ต่อมน้ำ ไม่มีแก่นสาร
ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร พยับแดด ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจาก
แก่นสาร ต้นกล้วย ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร เงา ไม่มี
แก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร ฉันใด
             รูปไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยสาระแห่งแก่นสารที่
เป็นของเที่ยง โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นสุข โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นตัวตน
โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นของยั่งยืน โดยความเป็นของมั่นคง โดยความ
เป็นของไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา เวทนาไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจาก
แก่นสาร ฯลฯ สัญญาไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่สาร ฯลฯ สังขาร
ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร ฯลฯ วิญญาณไม่มีแก่นสาร
ไร้แก่นสาร โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นของเที่ยง โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นสุข
โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นตัวตน โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นของยั่งยืน
โดยความเป็นของมั่นคง โดยความเป็นของไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา ฉันนั้น
บุคคลพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ด้วยการพิจารณาเห็นสังขาร
เป็นของว่างเปล่าอย่างนี้ บุคคลพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ด้วยเหตุ ๒
อย่างเหล่านี้

 

อิทัปปัจจยตา “ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย”,
       ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย, กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย,
       กฎที่ว่า
           “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;
           เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ”,


       เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลัก ปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ

 

ตถตา ความเป็นอย่างนั้น, ความเป็นเช่นนั้น, ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือเป็นไปตามเหตุปัจจัย (มิใช่เป็นไปตามความอ้อนวอน ปรารถนา หรือการดลบันดาลของใครๆ)
       เป็นชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกกฎ ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา

 

 จตุธาตุววัตถาน - การกำหนดธาตุ ๔
       คือ พิจารณาร่างกายนี้ แยกแยะออกไปมองเห็นแต่ส่วนประกอบต่างๆ ที่จัดเข้าไปในธาตุ ๔ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย ทำให้รู้ภาวะความเป็นจริงของร่างกาย ว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ประชุมกันเข้าเท่านั้น  
จึงไม่เป็นตัวสัตว์บุคคลที่แท้จริ  เพราะตัวตนสัตว์บุคคลที่เห็นหรือผัสสะนั้นเป็นเพียงกลุ่มหรือก้อนของเหตุที่มาเป็นปัจจัยประชุมกัน

 

 โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่จะพึงถูกต้องด้วยกาย,         สิ่งที่ถูกต้องด้วยกาย เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น

 

เราอาจปัดเป่า ความกลัวออกไปเสียจากจิต โดยววิธีต่างๆ กัน  โดยท่านพุทธทาส

แต่เมื่อจะสรุปความ ขึ้นเป็นหลักสำคัญๆ แล้ว อย่างน้อย เราจะได้สามประการ คือ

๑. สร้างความเชื่ออย่างเต็มที่ ในสิ่งที่ยึดเอาเป็นที่พึ่ง
๒. ส่งใจไปเสียในที่อื่น ผูกมัดไว้กับสิ่งอื่น
๓. ตัดต้นเหตุ ของความกลัวนั้นๆ เสีย คืออุปาทาน

 

มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัว คุกคาม เอาแล้ว 
  ย่อม ยึดถือเอา ภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง 
  สวนที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง เป็นที่พึ่งของตนๆ 
  นั่นไม่ใช่ ที่พึ่ง อันทำความ เกษม ให้ได้เลย 
  นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ผู้ใดถือสิ่งนั้นๆ เป็นที่พึ่งแล้ว 
  ก็ยังไม่อาจ หลุดพ้น ไปจากความทุกข์ ทั้งปวงได้

 

 ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.

 

เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่(ครบทั้ง ๕ เมื่อใดเมื่อนั้นจึงถึง) การสมมติว่าสัตว์(จึง)ย่อมมี(ขึ้น)  ฉันนั้น ฯ

 

พิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ
                          ๑. ด้วยการกำหนดเห็นสังขารไม่เป็นไปตามอำนาจ
                          ๒. ด้วยการพิจารณาเห็นสังขารเป็นของว่างเปล่า
             บุคคลพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ด้วยการกำหนดเห็นสังขารไม่
เป็นไปตามอำนาจ เป็นอย่างไร
             คือ บุคคลย่อมไม่ได้อำนาจในรูป อำนาจในเวทนา อำนาจในสัญญา
อำนาจในสังขาร อำนาจในวิญญาณ
             สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา ถ้ารูป
นี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้ รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า
“รูปของเราจงเป็นอย่างนี้ รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย” ภิกษุทั้งหลาย ก็
เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า
“รูปของเราจงเป็นอย่างนี้ รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น”

อรูป ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ได้แก่ อรูปฌาน, ภพของสัตว์ผู้เข้าถืออรูปฌาน,
       ภพของอรูปพรหม มี ๔ คือ
           ๑. อากาสานัญจายตนะ (กำหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้ เป็นอารมณ์)
           ๒. วิญญาณัญจายตนะ (กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ เป็นอารมณ์)
           ๓. อากิญจัญญายตนะ (กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์)
           ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)

 

ความจริง สังขารอันย่อมเป็นทุกข์เท่านั้น ที่เกิด   และสังขารอันเป็นทุกข์นั่นเองย่อมตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้นไป

นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรเกิด                          นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรดับ

เพราะมีแต่สังขารเท่านั้นที่เกิดขึ้น  ซึ่งเมื่อเป็นสังขารย่อมต้องมีทุกข์อยู่ในตัวของมันเอง    เพราะสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงจึงเป็นทุกข์ จากการบีบคั้นของการเกิด การดับ  จากการคงสภาพอยู่ไม่ได้ และเป็นที่ตั้งของทุกข์

 

สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

 

ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ                  สุขเวทนา  เป็นสุขเพราะตั้งอยู่  เป็นทุกข์เพราะแปรไป

                                         ทุกขเวทนา  เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่  เป็นสุขเพราะแปรไป

                                         อทุกขมสุขเวทนา  เป็นสุขเพราะรู้ชอบ  เป็นทุกข์เพราะรู้ผิด.

 

ปรมัตถธรรม 4 (สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์, สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด - ultimate realities; abstract realities; realities in the ultimate sense)
       1. จิต (สภาพที่คิด, ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ - consciousness; state of consciousness)
       2. เจตสิก (สภาวะที่ประกอบกับจิต, คุณสมบัติและอาการของจิต - mental factors)
       3. รูป (สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ - matter; corporeality)
       4. นิพพาน (สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง, สภาวะที่ปราศจากตัณหา)

 

 ทั้งตัว สภาวะ และ สมมติ  เป็นสิ่งจำเป็น      ตัวสภาวะ นิยมเรียกกันว่า ปรมัตถ์ เป็นเรื่องของธรรมชาติ      ส่วนสมมติเป็นเรื่องของประโยชน์ในทางปฏิบัติ สำหรับความเป็นอยู่ของมนุษย์     แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะมนุษย์เอาสภาวะกับสมมติมาสับสนกัน คือ เข้าไปยึดเอาตัวสภาวะจะให้เป็นตามสมมติ จึงเกิดวุ่นวายขึ้น         ตัวสภาวะไม่วุ่นเพราะมันเป็นไปอย่างนั้นเอง ตามปกติธรรมดา ไม่เกี่ยวกับใครจะไปยึดหรือไม่         มนุษย์เป็นผู้วุ่นไปฝ่ายเดียว และเพราะมันไม่วุ่นด้วย มนุษย์จึงยิ่งวุ่นวายใหญ่ เพราะขัดความปรารถนาถูกบีบคั้นจึงเกิดเป็นปัญหาแก่มนุษย์เอง 

 

 ฆนสัญญา ความสำคัญว่าเป็นก้อน, ความสำคัญเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งบังปัญญาไม่ให้เห็นภาวะที่เป็นอนัตตา

 วิโมกข์ ความหลุดพ้นจากกิเลส มี ๓ ประเภทคือ
       ๑. สุญญตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตา แล้วถอนความยึดมั่นได้ มองเห็นความว่าง
       ๒. อนิมิตตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจัง แล้วถอนนิมิตได้
       ๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยเห็นทุกข์ แล้วถอนความปรารถนาได้

 

สัญญา ๑๐ ความกำหนดหมาย, สิ่งที่ความกำหนดหมายไว้ในใจ มี ๑๐ อย่าง คือ
       ๑. อนิจจสัญญา กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร
       ๒. อนัตตสัญญา กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง
       ๓. อสุภสัญญา กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย
       ๔. อาทีนวสัญญา กำหนดหมายโทษแห่งกาย คือมีอาพาธต่างๆ
       ๕. ปหานสัญญา กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม
       ๖. วิราคสัญญา กำหนดหมายวิราคะ คืออริยมรรคว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต
       ๗. นิโรธสัญญา กำหนดหมายนิโรธ คืออริยผล ว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต
       ๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง
       ๙. สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาใน สังขารทั้งปวง
       ๑๐. อานาปานัสสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก

 

 

ธรรมทั้งมวลล้วนอนัตตา  กล่าวคือ ธรรมทั้งมวลล้วนไม่มีตัวตน ของตนเองอย่างแท้จริง ตัวตนที่เห็นหรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามนั้น  ล้วนเกิดแต่เหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน

 

การปฏิบัติ

1. มีสติรู้เท่าทันและด้วยปัญญาอันยิ่งว่า  ธรรมทั้งปวงล้วนอนัตตา จึงล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย มันจึงเป็นเช่นนั้นเอง  คือ เกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ   ใจต้องยอมรับความเป็นจริงขั้นสูงสุดนี้

2. แล้วยังต้องหยุดตัณหา  ความทะยานอยาก หรือความไม่อยาก ทั้งปวง อีกด้วย

 

ธาตุ ๑- สิ่งที่ทรงสภาวะของมันอยู่เองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย,

ธาตุ ๑- สิ่งที่ทรงสภาวะของมันเอง  ตามเหตุปัจจัย,

 

 ธาตุ ๑- สิ่งที่ทรงสภาวะของมันอยู่เองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย,
       ธาตุ ๔ คือ
           ๑. ปฐวีธาตุ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่ เรียกสามัญว่า ธาตุแข้นแข็งหรือธาตุดิน
           ๒. อาโปธาตุ สภาวะที่เอิบอาบดูดซึม เรียกสามัญว่า ธาตุเหลวหรือธาตุน้ำ
           ๓. เตโชธาตุ สภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า ธาตุไฟ
           ๔. วาโยธาตุ สภาวะที่ทำให้เคลื่อนไหว เรียกสามัญว่า ธาตุลม ;

ปฐวีธาตุ ธาตุดิน คือธาตุที่มีลักษณะแข้นแข็ง ในร่างกายที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน
       ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า;

 

 สังขารขันธ์   หมายถึงอาการของจิตทั้งหมด  ที่ไม่รวม เวทนาขันธ์ คือ ความรู้สึกเป็นสุข ความรู้สึกเป็นทุกข์ ความรู้สึกไมสุขไม่ทุกข์    สัญญา คือความจำ และวิญญาณขันธ์ คือ ผู้รู้ทางประตูตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

 

 

ในขันธ์ทั้ง ๕  มีสังขารขันธ์ที่หมายถึง การกระทำ กล่าวคือ สภาพที่ปรุงแต่งทางใจ ให้เกิดการกระทำ(กรรม)ขึ้น, เจตนาที่แต่งกรรม หรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่าง คือ กายสังขาร(ทางกาย) วจีสังขาร(ทางวาจา) มโนสังขารหรือจิตตสังขาร(ทางใจ)   ;  นอกจากนั้นแล้วในภาษาไทย ร่างกาย ก็ยังเรียกกันโดยทั่วไปว่าสังขารก็มี ที่หมายถึงสังขารร่างกาย หรือรูป,รูปขันธ์,  ส่วนกายสังขาร หมายถึง การกระทำทางกาย

 

 เพราะรูปอันเป็นปรมาณูมาประชุมกันย่อมจะผันแปรไปมาอยู่ทุกวินาที

 อนัตตา ไม่มีตัวตนของมันเองอย่างแท้จริง จึงครอบครองไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจของใครแม้กระทั่งเรา

 จิตตานุปัสสนา การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต

 

ธรรมชาติ ของที่เกิดเองตามวิสัยของโลก เช่น คน สัตว์ ต้นไม้ เป็นต้น

 

 พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง                                          เห็นเวทนาในตนบ้าง เห็นเวทนาในผู้อื่นบ้าง

พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง                                                       เห็นการเกิดของเวทนาจากการผัสสะ

พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในเวทนาบ้าง                                                         เห็นความเสื่อมหรือแปรปรวนของเวทนา

พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในเวทนาบ้าง                           เห็นทั้งการเกิดและการเสื่อมของเวทนา

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น   (เป็นเพียงแค่ความรู้ความจำได้ในสิ่งที่ผัสสะเพื่อใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิต)

เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ยึดในความเชื่อ)ไม่อาศัยอยู่แล้ว

และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก                                                                                       เพราะล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา นั่นเอง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯ

 

๒๔.กุกกุจจะ - ความเดือดร้อนใจ,เร่าร้อนใจ   ๒๕.ถีนะ - ความหดหู่   ๒๖.มิทธะ - ความง่วงเหงา