ไฉนจึงกล่าวว่า  ความสุขก็คือทุกข์อย่างหนึ่ง

 

อวิชชา สังขาร วิญญาณ นาม-รูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา-เป็นสุขเวทนา นันทิ-ความติดเพลิน,ความเพลิดเพลิน คือตัณหา อุปาทาน-ยึดมั่นด้วยกิเลสหรือตัณหานั่นเอง ภพ ชาติ ชรา อันเป็นไปดังวงจรย่อยๆนี้

คิด + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์

    คิดปรุงแต่งที่ประกอบด้วยอุปาทาน วนเวียนในชรา    

สังขารคิดที่ประกอบด้วยอุปาทานขึ้นอีก  สัญญูปาทานขันธ์

ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว จึงวนเวียนอยู่ในกองสุขนั้นๆ

มรณะ คือดับไป พรั่งพร้อมด้วย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส หรือคืออาสวะกิเลสนั่นเอง นอนเนื่องอยู่ในจิตต่อไป  

รอวันกำเริบเสิบสานขึ้นมาย้อมจิตอีก  เมื่อกระทบกับสิ่งเร้านั้นๆ  หรือเจตนาขึ้นมาเอง  หรือผุดลอยขึ้นมาด้วยธรรมชาติหนึ่งของชีวิต  ซึ่งเมื่อร่วมเป็นเหตุปัจจัยกับอวิชชา ก็ยังให้เกิดสังขารดำเนิไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอีก

 

แต่แล้วเมื่อมรณะคือต้องดับไปเป็นที่สุด ก็เกิดการเก็บจำในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นอันเป็นสภาวธรรมของชีวิต คือ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส นั้น,  ในกรณีของความสุข ก็เก็บจำไว้ในรูปของปริเทวะ คือ ความร่ำไรรำพัน, ความคร่ำครวญ, ความบ่นเพ้อ  กล่าวคือ เกิดอาการโหยไห้อยากได้อยากให้เกิดขึ้นอีก

 

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter