ไฉนจึงกล่าวว่า ความสุขก็คือทุกข์อย่างหนึ่ง
อวิชชา
สังขาร
วิญญาณ
นาม-รูป
สฬายตนะ
ผัสสะ
เวทนา-เป็นสุขเวทนา
นันทิ-ความติดเพลิน,ความเพลิดเพลิน
คือตัณหา
อุปาทาน-ยึดมั่นด้วยกิเลสหรือตัณหานั่นเอง
ภพ
ชาติ
ชรา
อันเป็นไปดังวงจรย่อยๆนี้
|
คิด
+ ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์ สังขารคิดที่ประกอบด้วยอุปาทานขึ้นอีก ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว จึงวนเวียนอยู่ในกองสุขนั้นๆ |
มรณะ
คือดับไป
พรั่งพร้อมด้วย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส หรือคืออาสวะกิเลสนั่นเอง
นอนเนื่องอยู่ในจิตต่อไป
รอวันกำเริบเสิบสานขึ้นมาย้อมจิตอีก เมื่อกระทบกับสิ่งเร้านั้นๆ หรือเจตนาขึ้นมาเอง หรือผุดลอยขึ้นมาด้วยธรรมชาติหนึ่งของชีวิต ซึ่งเมื่อร่วมเป็นเหตุปัจจัยกับอวิชชา ก็ยังให้เกิดสังขารดำเนิไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอีก
แต่แล้วเมื่อมรณะคือต้องดับไปเป็นที่สุด ก็เกิดการเก็บจำในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นอันเป็นสภาวธรรมของชีวิต คือ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส นั้น, ในกรณีของความสุข ก็เก็บจำไว้ในรูปของปริเทวะ คือ ความร่ำไรรำพัน, ความคร่ำครวญ, ความบ่นเพ้อ กล่าวคือ เกิดอาการโหยไห้อยากได้อยากให้เกิดขึ้นอีก
|