ขยายความ อนิจจสัญญา

    ขันธ์ทั้ง ๕ แลสังขารทั้งปวง ล้วนเกิดแต่เหตุคือสิ่งต่างๆ มาเป็นปัจจัยประชุมปรุงแต่งกันขึ้น  ดังนั้นสังขารคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาให้่ผัสสะได้ด้วยอายตนะทั้งปวงจึงล้วนมิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง เกิดขึ้นมาแต่การประกอบกันดังกล่าว จึงล้วนไม่เที่ยงเพราะย่อมมีแรงบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมๆ อันเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ  ดังนั้น

    รูปหรือรูปขันธ์คือร่างกายไม่เที่ยง มีการแปรปรวนตั้งแต่ปฏิสนธิ ตั้งแต่ ๑ เซล จนเป็น ๒, ๔, ๘, ๑๖....ฯลฯ. จนคลอดเป็นตัวตน เติบโต แต่น้อยจนเติบใหญ่ เป็นลำดับ แล้วย่อมถูกแรงเค้นโดยธรรมคือธรรมชาติเพราะความที่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างแท้จริง จึงย่อมเกิดการบีบคั้นให้แปรปรวน จนในที่สุดย่อมมีอาการของความร่วงโรย เจ็บ ป่วย ไข้ เฒ่าชแรแก่ชรา จนตาย เน่าเปื่อยผุพังไปเป็นลำดับ  แปรปรวนไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์หรือชีวิตเป็นธรรมดา  อุปมาดั่งกลุ่มของฟองน้ำ

    เวทนา ไม่เที่ยง แปรปรวนไปตามผัสสะอยู่ตลอดเวลา เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง หรือเฉยบ้าง เป็นธรรมดา กล่าวคือ มีเหตุก็เกิดขึ้น ไม่มีเหตุก็ไม่เกิด,  อันเกิดขึ้นแต่มีเหตดังนี้มาเป็นปัจจัยกัน

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิด    วิญญาณ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น เรียกว่า ผัสสะ  ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา

อุปมาดั่งเมล็ดฝนกระทบน้ำ ย่อม(ต้อง)เกิดฟองน้ำขึ้นเป็นธรรมดา

    สัญญา ไม่เที่ยง ข้อมูลจำได้หมายรู้แม้มากมาย แต่เกิดดับ..เกิดดับ..อย่างแปรปรวนตลอดเวลา  และเมื่อเวลาอยากจะจำ กลับลืม  เมื่ออยากจะลืม กลับจำ  จำได้หมายรู้ก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงได้อีกตลอดเวลา วันหนึ่งรักอีกวันหนึ่งชัง ฯ. อุปมาดั่งพยับแดด ที่ระยิบระยับราวกับว่ามีตัวตน แต่ล้วนไม่มีตัวตนแท้จริง

    สังขารขันธ์ ไม่เที่ยง สภาพของใจอันแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยว ราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯ.  ยังให้เกิดกระทำทางกายต่างๆบ้าง กระทำทางวาจาต่างๆบ้างๆ กระทำทางใจต่างๆบ้าง แปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อุปมาดั่งต้นกล้วย ที่ไร้แก่นแกน

    วิญญาณ ไม่เที่ยง แปรปรวนเกิดขึ้นตามการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน ที่เมื่อยังมีชีวิตินทรีย์อยู่ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จึงแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาที่มีการกระทบของเหตุ  ดังนี้  อุปมาดั่งมายากล

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิด    วิญญาณ๖

    เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยงดังกล่าว เกิดขึ้นและแปรปรวนอยู่อย่างนี้เสมอๆ เป็นธรรมดา  จึงไม่ไปยึดมั่นถือมั่น เพราะย่อมเป็นทุกข์ในที่สุดนั่นแล

 ขยายความ อนัตตสัญญา

    รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ทั้ง ๖  ต่างล้วนเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนแท้จริง  เพราะ"ตัวตนที่เห็นหรือสิ่งที่ผัสสะได้นั้น"ต่างก็ล้วนขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุที่มาเป็นปัจจัยประชุมกันเป็นกลุ่มก้อนคือตัวตนหรือสิ่งนั้นๆ  เมื่อไม่มีตัวตนแท้จริง  จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของมันได้อย่างแท้จริงเช่นกัน  จึงย่อมไม่ใช่เรา,ไม่ใช่ของเรา  จึงย่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราหรือเป็นของเราอย่างแท้จริง

    ฝ่ายอายตนะภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง ๖ ก็เพียงแต่แลดูราวกับว่าเป็นของตัวของตน  แต่ความจริงแล้วก็ไม่ใช่ตัวตนหรือของตัวของตน ที่หมายถึง"ของเรา"แท้จริง  ไม่ใช่อัตตาแต่เป็นอนัตตา เพราะย่อมขึ้นหริออิงอยู่กับเหตุที่มาเป็นปัจจัยที่ประกอบกันขึ้นเป็นอายตนะทั้งหลาย  จึงไม่ขึ้นและไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาได้ตามปรารถนาตนอย่างแท้จริง  ทั้งมีความเสื่อมหรือแปรปรวนเป็นไปตามธรรมคือธรรมชาติอีกด้วย

    ดังนั้นเมื่อทั้งเหล่าอายตนะทั้งภายในและภายนอกล้วนไม่มีตัวตนแท้จริง, จึงย่อมไม่ใครสามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง  จึงย่อมบังคับบัญชาไม่ได้อย่างแท้จริงเช่นกัน  อายตนะทั้งหลายจึงทำหน้าที่ของเขาตามธรรมคือธรรมชาติของเขาเอง กล่าวคือ เมื่อเกิดการผัสสะเช่น ตาไปกระทบกับรูปเข้าแล้ว ย่อมเป็นไปตามธรรมคือเหตุ คือย่อมต้องเห็นรูปนั้น ไม่สามารถบังคับบัญชาตาให้ไม่เห็น คือไม่ทำหน้าที่ หรือให้เห็นเป็นไปตามปรารถนา ย่อมไม่ได้,  อายตนะภายในทั้งหลาย(ใจด้วย)ตามความจริงยิ่งแล้วจึงล้วนไม่ใช่ตัวตน หรือเป็นของตัวของตนแท้จริงดังกล่าว   ทำหน้าที่ของมันเองโดยไม่ได้อยู่ในการบังคับบัญชาของเราอย่างแท้จริง จึงไม่ได้ขึ้นกับตัวตนดังมายาที่ล่อลวงจิตให้เข้าใจผิดคิดไปว่า เป็นของตัวตนและบังคับบัญชาได้ตามปรารถนาจริงๆ  ดังในกรณีของตานี้ ที่สามารถควบคุมบังคับได้เพียงหลับตา ลืมตา กระพริบตา ฯ. แต่ย่อมไม่สามารถบังคับตาที่เมื่อกระทบกับรูปแล้วย่อมเกิดจักษุวิญญาณ หรือเกิดการเห็นขึ้น...เวทนา..ฯ. เป็นธรรมดา เป็นเช่นนี้ทั้งในหู จมูก ลิ้น กาย แม้กระทั่งใจ,   ฝ่ายอายตนะภายนอกคือ รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัส,ธรรมารมณ์(คิด) ฯ. ก็เช่นกันย่อมทำหน้าที่ตามธรรมหรือธรรมชาติของเขา จึงย่อมไม่สามารถไปบังคับบัญชาในรูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัส,ธรรมารมณ์ ให้เป็นไปตามปรารถนาได้อย่างแท้จริง  จึงล้วนเป็นไปดั่งว่า นั่นก็ไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่นั่น นั่นก็ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเราอย่างแท้จริง   เมื่อเกิดปัญญาเข้าใจตามความจริงอย่างแจ่มแจ้งจึงย่อมคลายความยึดมั่นถือมั่นในธรรมต่างๆข้างต้นเป็นที่สุด

ขยายความ อสุภสัญญา

    ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ล้วนเป็นสิ่งห่อหุ้มอยู่ภายนอก ที่ตามจริงยิ่งแล้ว ก็ล้วนสกปรกเป็นปฏิกูลยิ่งนัก จำเป็นอย่างยิ่งต้องทั้งดูแลและรักษาเพื่อให้สะอาดคงทนจึงเป็นภาระเวรภาระกรรมโดยธรรมหรือธรรมชาติ  แต่เมื่อมาประชุมปรุงประกอบรวมกันห่อหุ้มปกปิดส่วนต่างๆของร่างกายแล้ว ก็ก่อให้เกิดมายาเครื่องล่อลวงจิตให้เห็นผิดไปจากความจริงว่า กายเป็นของสวยงาม เป็นของสะอาด ทั้งๆที่ความจริงอย่างปรมัตถ์แล้วล้วนประกอบขึ้นด้วยสิ่งปฏิกูล ไม่งาม ไม่สะอาดด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นอยู่ภายใน อาทิเช่น เนื้อ เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ไต น้ำเลือด น้ำหนอง มูตร คูถ ฯลฯ.

 ขยายความ อาทีนวสัญญา

    กาย มีทุกข์และโทษติดมากับกายโดยธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือ เมื่อมีกายแล้ว ย่อมมีโรคภัย เจ็บไข้ บาดเจ็บ แปรปรวนต่างๆเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา  ตลอดจนจำต้องรับรู้ในการกระทบสัมผัสต่างๆอีกด้วยเป็นสภาวธรรมของชีวิต  จึงควรรู้ว่ากายนี้ก็มีทุกข์และโทษอยู่ในตัวเองอยู่เนืองๆ ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น  ด้วยกายนั้นก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ตัวตนหรือกายที่เห็นหรือผัสสะนั้นเป็นเพียงมวลหรือกลุ่มก้อน(ฆนะ)ของเหตุคือธาตุทั้ง ๔ ที่ประชุมเป็นปัจจัยกันขึ้นมาขณะหนึ่ง จึงขึ้นหรืออิงอยู่กับธาตุ ๔,  จึงไม่ได้ขึ้นหรืออิงอยู่กับตัวตนที่หมายถึงเราหรือของเรา  ด้วยเหตุนี้เอง แม้สังขารร่างกายที่อาศัยอยู่ชั่วคราวนี้  จึงไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา อย่างแท้จริง  เพราะขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัยอันคือธาตุ ๔ เป็นสำคัญ

 

 

 

 

   

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ