ข้อเตือนใจนักปฏิบัติ ที่ครองเพศฆราวาสอยู่

ผู้มีปัญญา อยู่ครองเรือน    เพื่อประโยชน์แก่หมู่ชน

พหูนํ  วต  อตฺถาย    สปฺปญฺโญ  ฆรมาวสํ

(สัปปุริสสูตร ๒๓/๒๑๙)

        นักปฏิบัติที่เป็นเพศฆราวาสอยู่ กล่าวคือ ยังจำเป็นต้องดำรงตนเป็นฆราวาสไม่ได้ออกบวชถือศีล วัตร ตามพระธรรมวินัยนั้น จะเนื่องด้วยเหตุผลใดก็ดี  หรือเป็นการปฏิบัติเนื่องด้วยสัมมาทิฏฐิจึงสั่งสมปฏิบัติแผ้วถางทางก็ตามที  หนึ่งในข้อปฏิบัติที่สำคัญยิ่งคือ การมีสติอยู่ในกิจอันควร หรือหน้าที่แห่งตนที่ดำรงอยู่  ถือได้ว่าเป็นวัตรอันสำคัญยิ่งเช่นกัน ของนักปฏิบัติฝ่ายฆราวาส  ไม่ใช่เมื่อปฏิบัติพระกรรมฐานแล้ว กลายเป็นผู้ไม่ใส่ใจในกิจหรือหน้าที่ตามฐานะอันควรของตน ไปแช่นิ่งอยู่ภายใน ที่ตามจริงแล้วเพื่อไปเสพรสความสงบ สบาย กล่าวคือติดเพลิน  แล้วไปเข้าใจผิดไปยึดถือว่าเป็นอุเบกขาอันดีงามที่ต้องประกอบด้วยสติและปัญญา  นับว่าเป็นความคิดที่เป็นโมหะด้วยอวิชชา  อันอาจเนื่องมาจากมิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ แม้แต่มิจฉาญาณ อันหนึ่งอันใดก็ได้  จึงกลับกลายเป็นก่อทุกข์โทษภัยทั้งต่อกายและจิต ตลอดจนบุคคลรอบข้างอันเป็นที่รักและสังคม โดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา

         การมีสติอยู่ในกิจอันควร หรือหน้าที่ของตนนั้น ถือว่าเป็นกิจหรือธรรมอันสำคัญยิ่งที่ต้องปฏิบัติในฝ่ายฆราวาส  ถือได้ว่ามีสติอยู่ในกายหรืออยู่ในจิตอย่างหนึ่งนั่นเอง  ดังข้อธรรมในคำกลอน ของท่านพุทธทาสที่กล่าวไว้ว่า

"เหนือโลก" มิใช่ "หนีโลก"

ธรรมะ มีไว้ช่วยให้อยู่ในโลกอย่าง"ชนะโลก" หรือ "เหนือโลก"

มิใช่ให้"หนีโลก" แต่อยู่เหนืออิทธิพลใดๆของโลก

ไม่ใช่จมอยู่ในโลก

มักสอนให้เข้าใจกันผิดๆว่า ต้องหนีโลก ทิ้งโลก สละโลก

อย่างที่ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครเลย

(พุทธทาสภิกขุ)

         อนึ่งพึงพิจารณาโดยแยบคาย  เนื่องจากสัมมาอาชีวะนั้น มีความเนื่องสัมพันธ์หรือเป็นปฏิจจสมุปบันธรรม ดังนี้

                 .....เมื่อมีสัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้(ใช้การได้ดี),

เมื่อมีสัมมาวายามะ  สัมมาสติจึงพอเหมาะได้,              

เมื่อมีสัมมาสติ  สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้,                 

เมื่อมีสัมมาสมาธิ  สัมมาญาณจึงพอเหมาะได้,              

เมื่อมีสัมมาญาณ  สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้              

(ม. อุ. ๑๔/๒๕๔-๒๘๐/๑๘๐-๑๘๗) 

          ดังนั้นการทอดทิ้งสัมมาอาชีวะในฆราวาส ทิ้งกิจและหน้าที่อันควรแห่งตน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องดีงามแต่อย่างใด  และกลับเป็นเครื่องขัดขวางการปฏิบัติในที่สุดอีกด้วย  ดังนั้นจึงขอให้ท่านพิจารณาด้วยว่าได้ทิ้งกิจหรือหน้าที่อันควรแห่งตนด้วยโมหะหรืออวิชชาหรือไม่.

          อีกประการหนึ่ง นักปฏิบัติที่เป็นฆราวาส ส่วนใหญ่มาปฏิบัติด้วยเจตนาดับทุกข์ที่กำลังเร่าร้อนเผาลนอยู่ ณ ขณะนั้นๆ  เมื่อมาปฏิบัติก็ต้องการดับทุกข์นั้นๆลงไปเท่านั้นโดยไม่รู้ตัว กล่าวคือ ทุกข์ไม่เอา จะเอาแต่สุขฝ่ายเดียว จึงยังติดเพลินในสุขทางโลกอันเป็นโลกียสุขอยู่จะโดยไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวหรือเพราะหน้าที่ก็ตามที  โดยไม่รู้ความจริงว่าสุขทางโลกเหล่านี้ความจริงแล้วก็คือทุกข์อย่างหนึ่งนั่นเอง แต่เป็นทุกข์ที่ละเอียดอ่อน อันส่งผลให้ในภายหลังในรูปของอาสวะกิเลสที่เรียกว่าปริเทวะคือโหยไห้ อาลัยหา ในภายหน้าเมื่อผุดหรือนึกจำขึ้นมาจนเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นในที่สุด  ดังคำกล่าวของอริยเจ้าว่า

ความจริง   ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น   ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่   ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป
นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรเกิด     นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรดับ

ทุกฺขเมว พิ สมฺโภติ ทุกฺขํ ติฏฺฐติ เวติ จ
นาฌฺฌตฺร ทุกฺขาสมฺโภติ นาฌฺฌตฺร ทุกฺขานิรูชฺฌติ

(สุ.สํ. สคาถวรรค ๑๕/๑๑๙)

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย