คิดพิจารณาโยนิโสมนสิการ  การเกิดของ เวทนา

ใช้เป็นเครื่องอยู่ของจิตได้เป็นอย่างดี ถ้าพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย

ตา --กระทบกับ-- รูป ----> จักขุวิญญาณ ย่อมเกิดขึ้น  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ นี้เรียกว่าผัสสะ จึงยังให้เกิด สัญญา จำได้หมายรู้ในรูปนั้น(ถ้าพิจารณาจำแนกว่าวิญญาณนั้นรู้แจ้งในอารมณ์คือรูป หมายถึงครอบคลุมการจดจำได้ด้วย ก็ตัดส่วนนี้ออกไปได้)  จึงจำแนกการเกิดเวทนาได้  เป็นความรู้สึกเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา    (พิจาณาโดยละเอียดและแยบคายว่าจริงดั่งนี้หรือไม่)

นำมาเขียนแบบย่นย่อ

ตา  รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ anired02_next.gif สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  ที่เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน

หรือ เขียนแบบที่ตีความว่า วิญญาณหมายถึงความรู้แจ้งในอารมณ์คือรูป ที่ครอบคลุมการจดจำได้

ตา  รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ anired02_next.gif เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  ที่เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน

นำมาคิดพิจารณาอย่างหาเหตุ หาผล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ถูกหรือผิด  จริงดั่งนี้หรือไม่?

เมื่อผัสสะแล้วไม่เกิดขึ้นได้หรือไม่?   อีกทั้งสัญญาจำได้?

ที่ว่าไม่มีอะไร ไม่เกิดอะไร นั่นใช่อทุกขมสุขเวทนาไหม?

แล้วนำขันธ์อื่นๆมาพิจาณาว่าจริงดั่งนี้หรือไม่เช่นกัน  เช่น ถ้าเป็นมโนหรือใจ

มโน(ใจ)  ธรรมารมณ์(คิด)     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  ที่เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน

 

พุทธพจน์

 
๘. มหาตัณหาสังขยสูตร

ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก

ตรัสสอบถามเรื่องสาติภิกษุผู้มีความเห็นผิดนั้น

[๔๔๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

สาติภิกษุผู้เกวัฏฏบุตรนี้ จะเป็นผู้ทำความเจริญในพระธรรมวินัยนี้บ้าง หรือไม่?

ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนี้จะมีได้อย่างไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า.

เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว สาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร นั่งนิ่ง กระดาก คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร มีความเป็นดังนั้นแล้ว จึงตรัสกะเธอว่า

ดูกรโมฆบุรุษ เธอจักปรากฏด้วยทิฏฐิอันลามกของตนนั้น เราจักสอบถามภิกษุ ทั้งหลายในที่นี้

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วเหมือนสาติภิกษุ

กล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสพบาป มิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดังนี้หรือ?

ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า

เพราะวิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกัน เกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วแก่พวกข้าพระองค์

โดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัย มิได้มี.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดีละ พวกเธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงอย่างนี้ ถูกแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้นเรากล่าวแล้ว โดยปริยายเป็น เอนก

ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัย มิได้มี

ก็แต่สาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตรนี้ กล่าวตู่เรา ด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสพบาปมิใช่บุญมากด้วย

เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ความเห็นนั้น ของโมฆบุรุษนั้น จักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน.

        [๔๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น  ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ

วิญญาณ อาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น  ก็ถึงความนับว่าจักษุวิญญาณ (ได้เกิดขึ้น กล่าวคือเกิดการรู้ในอารมณ์อันคือรูป หรือรับรู้ในรูปนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยโสตและเสียงทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ (เกิดการรู้ในอารมณ์อันคือเสียง หรือรับรู้ในเสียงนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยฆานและกลิ่นทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ (เกิดการรู้ในกลิ่น หรือรับรู้ในกลิ่นนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยชิวหาและรสทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ (เกิดการรู้ในลิ้น หรือรับรู้ในรสนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ (เกิดการรู้ในกาย หรือรับรู้ในกายสัมผัสนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยมนและธรรมารมณ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ (เกิดการรู้ในธรรมารมณ์ หรือรับรู้ในธรรมารมณ์นั้นๆ)

เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ

                       --------------ฯลฯ------------------

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล

วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ

----------------

ฉฉักกสูตร

             [๘๑๔] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖ นั่น เราอาศัย อะไรกล่าวแล้ว

คือ บุคคลอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักษุวิญญาณ   

อาศัยโสตะ และเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ

อาศัยฆานะและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณ   

อาศัยชิวหาและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณ

อาศัยกายและโผฏฐัพพะ จึงเกิดกายวิญญาณ   

อาศัยมโนและธรรมารมณ์ จึงเกิดมโนวิญญาณ

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖ นั่น เราอาศัยวิญญาณดังนี้ กล่าวแล้ว นี้ธรรมหมวดหก หมวด ที่ ๓ ฯ

[เมื่อนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรม  เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาได้ดังนี้

อายตนะภายนอก๖  อายตนะภายใน๖    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิดวิญญาณขึ้น เป็นธรรมดา    วิญญาณ๖]

             [๘๑๕] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดผัสสะ  นั่น เราอาศัย อะไรกล่าวแล้ว

คือ บุคคลอาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบของ ธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ

อาศัยโสตะและเสียงเกิดโสตวิญญาณ ความประจวบของ ธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ

อาศัยฆานะและกลิ่นเกิดฆานวิญญาณ ความประจวบของ ธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ

อาศัยชิวหาและรสเกิดชิวหาวิญญาณ ความประจวบของ ธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ

อาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดกายวิญญาณ ความประจวบ ของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ

อาศัยมโนและธรรมารมณ์เกิดมโนวิญญาณ ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดผัสสะ ๖ นั่น เราอาศัยผัสสะดังนี้ กล่าวแล้ว นี้ธรรมหมวดหก หมวดที่ ๔ ฯ

             [๘๑๖] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดเวทนา  นั่น เราอาศัย อะไรกล่าวแล้ว

คือ บุคคลอาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา

อาศัยโสตะและเสียงเกิดโสตวิญญาณ ...

อาศัยฆานะและกลิ่นเกิดฆานวิญญาณ ...              

อาศัยชิวหาและรสเกิดชิวหาวิญญาณ ...              

อาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดกายวิญญาณ ...

อาศัยมโนและธรรมารมณ์เกิดมโนวิญญาณ ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวด เวทนา ๖ นั่น เราอาศัยเวทนาดังนี้ กล่าวแล้ว นี้ธรรมหมวดหก หมวดที่ ๕ ฯ

[อายตนะภายนอก๖  อายตนะภายใน๖    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิดวิญญาณขึ้น เป็นธรรมดา    วิญญาณ๖    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิดวิญญาณขึ้น เป็นธรรมดา   ผัสสะ๖  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  จึงเกิดมีเวทนา เวทนา๖

เหตุที่จำแนกเวทนา ๖ เพราะเป็นการจำแนกตามเหตุที่ทำให้เกิด   ส่วนเวทนา ๓นั้น เป็นการจำแนกตามอาการของจิตหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้คือผัสสะกับอารมณ์นั้นๆ]

ส่วนที่มีสัญญาจำได้ แทรกก่อนเวทนานั้น จึงเกิดเวทนาเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขเวทนาได้ เป็นการอธิบายรายละเอียดของการเกิดขึ้นของเวทนา

----------------

 

สำหรับผู้ที่ต้องการโยนิโสมนสิการ คือพิจารณาโดยแยบคายในกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕

ตา กระทบกัน รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์ [สัญเจตนา --> กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม]

                                                                              -----------หู,  จมูก,  ลิ้น,  กาย------------

ใจ  ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์ [สัญเจตนา --> กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม]

 

หัวข้อธรรม

กลับหน้าเดิม