พ่อสอนลูก

ให้เห็นความคิดที่ให้โทษ

 

ตา กระทบกับ รูป (หมายถึงภาพต่างๆที่เห็นด้วยตา)  เพราะเรามีชีวิตอยู่ จึงย่อมทำให้เกิดการทำงานของ ระบบประสาทตา ขึ้นโดยธรรมชาติ  จึงรับรู้ในรูปหรือภาพที่เห็นนั้น  และแน่นอนย่อมต้องส่งข้อมูลที่สัมผัสได้นี้ไปที่ สมองส่วนความจำต่างๆอีกด้วย    พ่อจะเขียนย่อๆแบบสมการเคมี ที่หนูเคยเรียนมา  เพื่อให้สั้นกระชับและคุ้นตา

ตา  รูป      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทตา  ย่อมต้องเกิดเป็นธรรมดา    เป็นสภาวธรรมชาติจริงไหม?  ไม่เกิดขึ้นได้หรือไม่?

เมื่อตากระทบรูปแล้ว พร้อมเกิด ระบบประสาทตา นำส่งสมอง    สมองอันมีหน้าที่จดจำ ย่อมจดจำหมายรู้ใดๆใน รูป นั้นได้   จริงไหม?

ตา  รูป      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทตา     เป็นปัจจัย จึงมี จำได้หมายรู้

เมื่อจำได้หมายรู้ ย่อมต้องเกิดความรู้สึก   ๑ สุขคือถูกใจ ชอบใจ สบายใจ(สุขเวทนา)   ๒ ทุกข์คือไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ ไม่สบายใจ(ทุกขเวทนา)   ๓ เฉยไม่สุขไม่ทุกข์(อทุกขมสุขเวทนา)  อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่างนี้  ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน    ที่ว่าไม่รู้สึก ไม่มีอะไร นั่นก็คือ อทุกขมสุข นั่นเอง

ตัวที่บ่งบอกหรือระบุว่าจะเกิด สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ก็คือความจำได้หมายรู้ ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า สัญญา นี้เอง  และเป็นไปเช่นนี้เอง ไม่สามารถไปหยุดไปห้ามมันได้  ลองพิจารณาดูว่าจริงหรือไม่  เพราะมันสำคัญ จะไปก่อเกิดกำลังให้เรา (ระบบประสาทตา = จักขุวิญญาณ)

ตา  รูป      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทตา     เป็นปัจจัย จึงมี จำได้หมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี ความรู้สึก เป็นทุกข์  หรือเป็นสุข  หรือเฉยๆ  อย่างใดอย่างหนึ่งต้องเกิด   ห้ามไม่ได้ หยุดไม่อยู่ จริงแท้แน่นอนเหมือนเราต้องหายใจ

ลองพยามยาม หยุดดูว่าได้หรือไม่  จริงหรือไม่    (ระบบประสาทตา = จักขุวิญญาณ)

การทำงานของ   ตา   หู  จมูก  ลิ้น   กาย  ใจ  หรือเรียกทวารทั้ง ๖   ทำงานคล้ายกันหมด

คราวนี้หนูลองพิจารณาดูว่า  ความคิด ทำงานเหมือนกัน แต่เราเป็นผู้สร้างขึ้น  จึงหลบหลีกยากไม่เหมือน รูป เสียง กลิ่น รส สังผัสทางกาย ที่ยังพอใช้การหลบหลีกชั่วคราวได้ง่ายกว่า

ใจ  คิด      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทหรือใจ     เป็นปัจจัย จึงมี จำได้หมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี ความรู้สึก เป็นทุกข์  หรือเป็นสุข  หรือเฉยๆ    ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ถ้าไม่หยุดความคิดฟุ้งซ่าน  คือกังวล  หรือกลัวเสีย  ก็ย่อมต้องเกิดทุกข์ ขึ้นทุกขณะที่คิดกระทบ ชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะธรรมชาติของร่างกายมันทำงานเช่นนี้เอง

ความรู้สึกนี้  ทำงานเหมือนหลอดไฟ ซึ่งกระพริบอยู่ตลอดเวลา หนูเรียนมาคงรู้แล้วว่า  ไฟฟ้าที่เราใช้แสงสว่างนั้นเกิดการกระพริบๆๆๆๆกันตลอดเวลา ตามความถี่ของกระแสไฟฟ้า  ด้วยความถี่ที่เกิดขึ้นนี้ ด้วยความถี่บ่อย ตามนุษย์จึงมองเห็นต่อเนื่องกัน ราวกับว่าเป็นเนื้อเดียวกัน คือสว่างโร่ไม่มีการกระพริบ

แต่ถ้าเรามีปัญญารู้ความจริงข้อนี้  ย่อมทำให้มีกำลังของปัญญาที่ไปช่วยหยุด การฟุ้งซ่าน การคิดปรุงแต่งไม่ดีได้  ด้วยเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า  ถ้าคิดฟุ้งซ่าน ย่อมต้องเกิดผลดังนี้แน่นอน  ใจก็จะระงับลงไปได้ส่วนหนึ่ง  ทุกข์ก็จะเบาบางลง

ข้อสำคัญ ต้องพยายามให้เห็นความคิด ความนึกต่างๆ ที่ฟุ้งซ่านนั้นๆ   ลองนับในใจ 1 2 3 4 5 นั่นละคล้ายๆความคิด  แต่เป็นความคิดชนิดตั้งใจหรือมีสติ  ต้องให้เห็นความคิดอื่นๆที่เรามักปล่อยไปโดยไม่สังเกตุอีกด้วย เช่นความคิดฟุ้งซ่าน ความคิดกังวล ต่างๆ  

 

ตา  หู   จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  หรือเรียกว่าทวารทั้ง ๖  ทำงานพื้นฐานคล้ายคลึงกัน

ใจ  คิด      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทหรือใจ     เป็นปัจจัย จึงมี จำได้หมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี ความรู้สึก เป็นทุกข์  หรือเป็นสุข  หรือเฉยๆ

ตา  รูป      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทหรือใจ     เป็นปัจจัย จึงมี จำได้หมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี ความรู้สึก เป็นทุกข์  หรือเป็นสุข  หรือเฉยๆ

หู  เสียงต่างๆ      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทหรือใจ     เป็นปัจจัย จึงมี จำได้หมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี ความรู้สึก เป็นทุกข์  หรือเป็นสุข  หรือเฉยๆ

ลิ้น  รส      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทหรือใจ     เป็นปัจจัย จึงมี จำได้หมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี ความรู้สึก เป็นทุกข์  หรือเป็นสุข  หรือเฉยๆ

กาย  สัมผัสต่างๆ      เป็นปัจจัย จึงมี   ระบบประสาทหรือใจ     เป็นปัจจัย จึงมี จำได้หมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี ความรู้สึก เป็นทุกข์  หรือเป็นสุข  หรือเฉยๆ