ส่วนหนึ่งของ มหาสติปัฏฐานสูตร
[๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
(ลืมตาแบบสำรวมก็ได้ สติจะเคลิบเคลิ้มหรือลงภวังค์ได้ยากขึ้น)
เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัด(มีสติ)ว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร(จังหวะหยุดเปลี่ยนลม) หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน
เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว
เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก
ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า
ย่อมสำเนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า
ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง (หมายถึง กายของตนเอง เช่น การเกิด การดับ ของลม, กายสักว่า ธาตุ ๔ ฯ)
พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง (หมายถึง ในกายบุคคลอื่น ก็ล้วนเฉกเช่นกัน)
พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเอง, ทั้งของผู้อื่น)
พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (อาทิเช่น เกิดแต่การประชุมกันของเหตุปัจจัย)
พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง)
พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (เช่น พิจารณาการเกิดจากเหตุปัจจัย และความเสื่อมจากพระไตรลักษณ์ จึงล้วนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา)
ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ดังด้วยการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ (อย่างแจ่มแจ้ง)