buddha

ตั้งแต่สมัยพุทธกาลก็ได้มีผู้ทูลถามพระพุทธองค์ถึงปัญหานี้ คือตัวตนเมื่อเป็นอนัตตาไปกระทำใดๆ กับบุคคลอื่นซึ่งย่อมเป็นอนัตตาเช่นกัน ย่อมไม่บาปจริงหรือ  พระองค์องค์ท่านได้ตรัสว่า อย่าได้กล่าวตู่เราเช่นนั้น

        เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ อนัตตานั้นเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของสังขาร เป็นการกล่าวถึงสภาวะหรือสภาพของสังขารโดยแท้จริงตามธรรมชาติหรือปรมัตถ์ ที่ไม่ใช่ตัวตน หรือไม่มีตัวตนของตนจริง  ถึงแม้ตัวตนของตนโดยแท้จริงแล้วไม่มี แต่ในทางโลก(หรือทางธรรมเรียกกันว่าโดยสมมติ) เมื่อเหตุปัจจัยประกอบกันพึงเกิดเป็นบุคคล ตัวตน เขา เราขึ้น ก็อุปมาได้ดั่งอุปกรณ์ของรถต่างๆ ที่ยังกองกระจัดกระจายกันไปทั่ว ย่อมยังไม่เรียกว่ารถ  ทางโลกเป็นเพียงอุปกรณ์ส่วนต่างๆเช่น พวงมาลัย เครื่องยนต์ เบรค ล้อ กับชน ฯ.นับร้อยนับพันชิ้น  แต่เมื่อเกิดเหตุต่างๆ(คืออปกรณ์ต่างๆ)  มาเป็นปัจจัยแก่กันและกันขึ้น(มาเป็นสนับสนุนเกื้อกูลแก่กันและกัน) จึงย่อมเกิดสิ่งที่เราเรียกว่ารถ(สังขารอย่างหนึ่ง)ขึ้น

        ยามเมื่ออุปกรณ์ต่างๆของรถยังไม่ประกอบเป็นเหตุปัจจัยกัน(สภาพอนัตตา) ย่อมขับหรือไปชนคือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดย่อมไม่ได้  แต่เมื่อประกอบกันตามเหตุปัจจัยเป็นตัวตนชั่วขณะในทางโลก(เรียว่าโดยสมมติ)   แต่เมื่อมีคนขับอันเป็นอนัตตาเช่นกัน อุปมาได้ดั่งเจตนา ย่อมสามารถเกิดการกระทำ(กรรม)ต่างๆ เช่นขับเคลื่อนได้  จะเห็นได้ว่าอนัตตาแรกเป็นการกล่าวถึงสภาวธรรมของรถ  ส่วนคนขับรถเปรียบได้ดั่งเจตนา(สัญเจตนา) ดังนั้นรถแม้เป็นอนัตตา แต่เมื่อมีคนขับหรือเจตนาย่อมก่อกรรมคือการกระทำต่างๆได้ เช่นขับเคลื่อนไปได้  ท่านจึงกล่าวว่า  เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ, เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสา" แปลว่า "ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นกรรม เมื่อมีเจตนาแล้ว บุคคลย่อมกระทำกรรมโดยทางกาย วาจา ใจ

        ดังนั้นเมื่อ เราอันเป็นอนัตตา ไปมีเจตนากระทำกรรมใดๆกับบุคคลอื่นอันย่อมเป็นอนัตตาเช่นกัน  จึงย่อมต้องรับผลของกรรม(วิบากกรรม)นั้นๆ

        ลูกบอลล์ เป็นสังขารอันเป็นอนัตตา เมื่อปาออกไปคือมีแรงที่กระทำ(action force)ต่อลูกบอลล์ หรือก็คือเจตนาหรือกรรม(การกระทำ)นั่นเอง  เมื่อไปกระทบกับกำแพงอันเป็นสังขารอย่างหนึ่งอีกเช่นกันและย่อมเป็นอนัตตา  ผลของมันย่อมเกิดขึ้น ไม่สูญหายไปไหน ดังมิจฉาทิฏฐิ เหตุเพราะมีเจตนาหรือกรรมคือการกระทำ  ผลของมันคือย่อมเกิดแรงปฏิกริยา(reaction force)เกิดหรือสะท้อนกลับเป็นธรรมดา ซึ่งเที่ยบได้กับ วิบากกรรม(ผลที่จะได้รับจากการกระทำ)นั่นเอง  ซึ่งย่อมกระเด้งสะท้อนกลับมายังผู้กระทำคือผู้ที่ปาเป็นธรรมดา  บางท่านอาจสงสัยอีกแล้วทำไมฆ่าคน แล้ววิบากกรรมคือผลของการกระทำจึงไม่ถูกฆ่าเช่นกัน ดัง 1+1=2  เพราะผลของกรรมก็เป็นเฉกเช่นลูกบอลล์ที่ปาเข้าหากำแพงเช่นกัน คืออาจไปรับผลกรรมอื่นๆเช่น ติดคุก หลบหนีหัวซุกหัวซุนด้วยความหวาดหวั่น ความกลัว ความฟุ้งซ่านกังวล ต้องทิ้งญาติโกโหติกา ทิ้งลูกทิ้งเมีย การงานอาชีพ อยู่ด้วยความกังวล ฯ. ซึ่งแท้จริงแล้วล้วนเป็นวิบากกรรมทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่แบบ 1+1=2, ทั้งนี้ก็เป็นเฉกเช่นลูกบอลล์ ที่เมื่อปาไปด้วยเจตนาคือการกระทำแล้ว ก็ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆมาประกอบ เช่น ปาไปตรงๆบ้าง เอียงซ้ายบ้าง เอียงขวาบ้าง เบาบ้าง แรงบ้าง ผนังไม่เรีบบ้าง ฯ.  ผลการสะท้อน(ผลของการกระทำคือวิบากกรรม)จึงย่อมเบี่ยงเบนไปบ้างเช่นกัน ตรงๆบ้าง เอียงซ้ายบ้าง เอียงขวาบ้าง เบาบ้าง แรงบ้าง เป็นธรรมดา เป็นเช่นดังวิบากกรรมเช่นกัน   ดังนั้นจึงมีวิบากกรรมชนิดต่างๆ อันพระพุทธองค์จึงทรงจัดวิบากกรรมว่าเป็นหนึ่งใน อจินไตย ๔   จึงแรงบ้าง เบาบ้าง

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ