สังขารทั้งปวง ล้วนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา

แม้กระทั่งชีวิตหรือสิ่งที่คิดว่าเป็นเรา

    เราหรือชีวิตเรา แท้จริงแล้ว ก็ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เป็นเพียงการประกอบกันขึ้น จากเหตุต่างๆคือขันธ์ ๕ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งแก่กันและกัน

    รูปขันธ์ หรือร่างกายนี้ มันเป็นของมันเช่นนี้เอง จงอย่าไปยึดมั่นหมายมั่น เพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา,  ขอจงอย่าเกิด อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย ขอรูปเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอรูปเราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา  รูปขันธ์ทำงานตามหน้าที่ของเขา เป็นโครงข่ายสนับสนุนและเป็นฐานที่อยู่ของขันธ์ต่างๆ และยังเป็นขันธ์ที่ทำให้เกิดกระทำการต่างๆทางกายคือกายกรรม ตามสัญเจตนาที่เกิดขึ้นจากสังขารขันธ์หรืออารมณ์ต่างๆ  เรามีหน้าที่เพียงดูแลรักษาไปตามเหตุ

    เวทนาขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา, ขอเวทนาจงเป็นอย่างนี้เถิด จงเกิดแต่สุขเวทนา ขอเวทนาอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย อย่าได้เกิดทุกขเวทนา ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา เวทนาเพียงทำงานตามหน้าที่ของเขาเท่านั้น คือความรู้สึก ชนิดรับรู้ ที่เกิดขึ้นจากในอายตนะภายนอกที่ผัสสะ  จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง  เราเพียงมีสติระลึกรู้ สุข,ทุกข์จากการผัสสะ มันเป็นเช่นนี้เอง  มีสติและยอมรับตามความเป็นจริงของธรรม(หรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่)

    สัญญาขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา,  ขอสัญญาจงเป็นอย่างนี้เถิด จงเกิดแต่กุศลสัญญา ขอสัญญาจงอย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ขออย่าได้เกิดอกุศลสัญญา ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา เขาเพียงแต่ทำงานตามหน้าที่ของเขาเท่านั้น จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง  ห้ามไม่ให้จดจำหมายรู้ก็ไม่ได้ บางทีอยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ บังคับบัญชามันไม่ได้ดังปรารถนา  จึงมีสติรู้เท่าทัน เพราะความทรงจำต่างๆมันสามารถผุดคิดผุดนึกขึ้นมาได้เองเหมือนดั่งความฝันที่ผุดขึ้นมาได้เองโดยธรรมชาติ หรือเมื่อมีสิ่งที่มากระตุ้นเร้า  แล้วมันจะไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์  

ปัญญาที่เกิดแต่อดีตก็ย่อมจดจำไว้จึงเป็นสัญญาอย่างหนึ่งด้วย เช่น จำไดหมายรู้ในการอ่าน การเขียน การนับเลข จำได้หมายรู้ในธรรม จำในวิชาต่างๆ ทั้งความจำต่างๆแต่อดีต  อาสวะกิเลส ก็เป็นสัญญาอีกอย่างหนึ่ง

ดัง 2+2 = ?

เมื่อตาเห็น  23+97 = ? เป็นรูป เมื่อกระทบ ตา เกิดจักขุวิญญาณ  สัญญาจำได้ย่อมรู้ว่าเป็นเลขอีกทั้งสัญญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์  เกิดอทุกขมสุขเวทนา เกิดสัญญาหมายรู้ที่รู้วิธีการบวกเลข เกิดสังขารขันธ์เป็นกลางๆ คือ มีเจตนาคิดอ่านบวกเลขนั้น เกิดการกระทำบวกเลขเหล่านั้น

    สังขารขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา,  ขอสังขารขันธ์จงเป็นอย่างนี้เถิด จงเกิดแต่กุศลสังขารเช่นสุขใจ เบาใจ ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง ฯ. ขอสังขารขันธ์จงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย ขออย่าได้เกิดอกุศลสังขารเลย เช่น ความทุกข์ใจ โทสะ โมหะ ตัณหา หดหู่ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา เขาเพียงแต่ทำงานตามหน้าที่ของเขาเท่านั้น ตามเหตุปัจจัย  แต่เมื่อสติระลึกรู้เท่าทันสังขารขันธ์หรืออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากตน อีกทั้งปัญญาจำแนกว่าเป็นเป็นคุณหรือโทษ มิตรหรือศตรู ถ้าเป็นโทษก็ไม่ยึดถือ ปล่อยวาง อุเบกขาเสียนั่นเอง  

    วิญญาณขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ขอวิญญาณจงเป็นอย่างนี้เถิด เกิดแต่กุศลวิญญาณ ขอวิญญาณอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย อย่าได้เกิดอกุศลวิญญาณ ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา เขาเพียงแต่ทำงานตามหน้าที่ของเขา  ตามเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง  ดังเช่น เมื่อตากระทบรูป จักขุวิญญาณ(วิญญาณตาหรือประสาทสัมผัสของตา)ย่อมเกิด จึงเห็นรับรู้ในรูปนั้น,  หูกระทบเสียง โสตะวิญญาณย่อมเกิด จึงรับรู้ได้ยินเสียงนั้น,  จมูกกระทบกลิ่น ฆานวิญญาณย่อมเกิด จึงรับรู้ในกลิ่นนั้น,  ลิ้นกระทบรส ชิวหาวิญญาณย่อมเกิด จึงรับรู้ในรสนั้น,  กายกระทบสัมผัส กายวิญญาณย่อมเกิด จึงรับรู้ในสัมผัสของกายนั้น,  คิดกระทบใจ มโนวิญญาณย่อมเกิด จึงรับรู้ในความคิดนั้น   การพิจารณาโดยแยบคายจากวิญญาณขันธ์นี้จะเห็นได้ง่ายและชัดเจน ถึงการทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้นของวิญญาณขันธ์  และขันธ์อื่นๆก็ทำงานตามหน้าที่ของตนไปในลักษณาการเดียวกัน ไม่สามารถไปบังคับเขา,ห้ามเขาได้เช่นกัน  

เวทนาขันธ์  ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือเฉยๆ จากการรับรู้ในรสของอายตนะภายนอกที่ผัสสะ คือการเสพอารมณ์ เสพรสของสิ่งที่ผัสสะ  สุขทุกข์หรือเฉยๆจากการรับรู้รสของการผัสสะเรียก สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา(หรือจะเรียกว่า ถูกใจ ไม่ถูกใจ เฉยๆ ในรสผัสสะนั้นๆ) จึงต่างจากความรู้สึกสุขใจ ทุกข์ใจ อันเป็นสังขารขันธ์หรืออารมณ์ หรืออาการของจิตหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสัญญาหมายรู้ของตน โดยการปรุงแต่งเพิ่มเติมอีกครั้ง

สังขารขันธ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเนื่องจากเวทนาเป็นเหตุเป็นปัจจัย แล้วไปปรุงแต่งภายในตนจากสัญญาต่างๆ  แล้วส่งไปปรุงแต่งจิตให้เกิดเจตนาในการกระทำต่างๆ

 

    สติระลึกรู้ไว     และอุเบกขาไว    ไม่พิรี้พิไรรำพันอ้อยอิ่ง   จึงยิ่งปล่อยวางได้เร็วและง่าย

 

 หัวข้อธรรม

 

กลับหน้าเดิม