ในทางปฏิบัติที่ว่า ปฏิบัติจิต ปฏิบัติใจ โดยให้ใจอยู่กับใจนี้ ก็คือให้มีสติกํากับใจให้เป็นสติถาวร ไม่ใช่เป็นสติคล้ายๆ หลอดไฟที่จวนจะขาด เดี๋ยวก็สว่างวาบ เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็สว่าง แต่ให้มันสว่างติดต่อกันไปตลอดเวลา  เมื่อสติมันติดต่อกันไปอย่างนี้แล้ว ใจมันก็มีสติควบคุมอยู่ตลอดเวลา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อยู่กับตัวรู้ตลอดเวลา" ตัวรู้ก็คือ "สติ" นั่นเอง หรือจะเรียกว่า "พุทโธ" ก็ได้ พุทโธที่ว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ก็คือตัวสตินั่นแหละ (น.๔๖๙)

ผู้เขียน-สติ ตัวรู้ คือสิ่งเดียวกัน และให้มันต่อเนื่อง อันคือสัมมาสมาธินั่นเอง   ดังนั้นตัวรู้นั้นท่านหมายถึงสติ  และให้เป็นสัมมาสมาธิคือให้มันมีความต่อเนื่องกันไปตลอด,  และผู้เขียนขอให้ระวัง "ผู้รู้ ตัวรู้ หรือ ธาตุรู้ " ที่จักเกิดเป็นตัวตน อันเกิดจากการอุปโลกของจิต คือเกิดจากการไปยึดไปหลงสติหรือตัวรู้ ธาตุรู้หรือการเห็นคิดซ้อนคิด หรือสติเห็นคิด นั้น  ทําให้เกิดภาวะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา อันเป็นการยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนหนักเข้าไปอีก  อันผิดหลักในการปฏิบัติที่ให้ "นําออก และ ละ เสียซึ่งความเป็นตัวเป็นตน" กลับไปสร้างตัวตนให้ยึดมั่น ถือมั่น เชื่อมั่น ขึ้นมาอีกตัวตนหนึ่งซึ่งมีอํานาจมากในอันที่จะชักจูงจิตให้ออกนอกลู่ผิดทาง อันยังให้ง่ายต่อการเกิดสีลัพพตุปาทาน และวิปัสสนูปกิเลส