มีไฟไหม้ใหญ่ในจังหวัดสุรินทร์ ผลคือความทุกข์ยากสูญเสีย บางคนเสียใจจนเสียสติ บางรายก็มาลําเลิกให้หลวงปู่ฟังว่า อุตส่าห์ทําบุญเข้าวัด ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ทําไมบุญกุศลจึงไม่ช่วยคุ้มครอง และหลายรายเลิกเข้าวัดทําบุญ เพราะธรรมะไม่ช่วยให้เขาพ้นจากไฟไหม้
หลวงปู่ได้กล่าวว่า"ไฟมันทําตามหน้าที่ของมัน ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น หมายความว่า ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพรากจากกัน สิ่งเหล่านี้มันมีประจําโลกอยู่แล้ว ทีนี้ผู้มีธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรมะเมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ธรรมะช่วยไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ใช่อย่างนั้น." (น.๔๙๘)
webmaster - นี่แหละสีลัพพตปรามาสคือยึดมั่นในศีลและข้อปฏิบัติแบบผิดๆ ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติแม้ตัวผู้เขียนเองก็เคยมีความรู้สึกเยี่ยงนี้อย่างรุนแรงในความหวังแบบ "สีลัพพตปรามาส"แบบนี้มาโดยตลอด โดยหวังว่าบุญกุศลใดๆที่กระทําจักมาช่วยในการแก้เหตุแห่งทุกข์ในทางโลกๆนั้นโดยตรงๆ เช่นยากจนก็ขอให้รวย,เจ็บป่วยก็ขอให้หาย,ให้สุขสบายด้วยทรัพย์สินเงินทอง, ไม่มีทุกข์, ไม่มีโศก, หายโรค, ไม่มีภัย ไม่มีเคราะห์ อันล้วนเป็นความเข้าใจผิดอันคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจสภาวะธรรม(ธรรมชาติ)และยอมรับความเป็นจริงในไตรลักษณ์ ในความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้จึงเป็นทุกข์ถ้าไปอยากไปยึด เป็นอนัตตาไม่มีตัวตนเป็นแก่นสารสาระเพราะล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย, เราต้องปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง "เหตุของทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น "คือเหตุที่ทําให้เกิดทุกข์มีอยู่จริงเพราะเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติ), แต่จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ คือดับทุกข์ที่เกิดแต่ใจหรือก็คืออุปาทานทุกข์นั่นเองตามที่พระพุทธองค์ทรงพรํ่าสั่งสอน จึงเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงจักก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม และก็อย่าลืม "เหตุของทุกข์ "หรือเหตุปัจจัยที่ทําให้เกิดนั้น ก็อยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์เช่นกัน มีความไม่เที่ยงแปรปรวนและก็ต้องดับไปเช่นกันในที่สุด และต้องมีความเข้าใจสภาวะธรรม(ชาติ)ว่า
ทุกข์จากขันธ์๕(เวทนา)อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)ยังคงมีอยู่ แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์
ลองพิจารณา "ไฟก็ทําตามหน้าที่ของมัน" ที่หลวงปู่กล่าวนั้น เป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆที่เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างถูกต้อง
|