เมื่อจิตกระทบเข้ากับอารมณ์ภายนอกอย่างไร ก็ให้หยุดอยู่แค่นั้น, อย่าไปทะเลาะวิวาทโต้แย้ง, อย่าไปเอออวยเห็นดีเห็นงามให้จิตได้โอกาสก่อรูปก่อร่างเป็นตุเป็นตะเป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวออกไป อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป อย่าไปใส่ใจอีกต่อไป พอกันเพียงรู้อารมณ์เท่านี้เอง หยุดกันเพียงเท่านี้" (น.๒๒๐)
Webmaster - คือเกิดขันธ์ ๕ เป็นปกติ คือจิตเกิดเวทนา(เมื่อกระทบกับอารมณ์ภายนอก)อย่างไรก็ตาม ให้หยุดเพียงเท่านั้น คืออย่าให้เกิดตัณหาขึ้นนั่นเอง เป็นไปตามปฏิจจสมุปบาทธรรม ตัณหาย่อมมักไหลเลื่อนมากับนึกคิดปรุงแต่งต่างๆนาๆ ยิ่งคิดปรุงแต่งยืดยาวถี่บ่อยเท่าใด ตัณหาก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น เพราะย่อมต้องเกิดเวทนาร่วมด้วยทุกครั้งทุกที อันหมายถึงเป็นการเปิดโอกาสให้อาจจะมีตัณหาเกิดขึ้นได้ทุกครั้งเช่นกัน เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทในข้อธรรมที่ว่า "เวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา"
วิธีการนี้ก็คือ การอุเบกขาในสัมโพชฌงค์ ๗ องค์แห่งการตรัสรู้นั่นเอง
|