"เมื่อตาเห็นรูปแล้ว รู้ว่าสวยงาม หรือน่ารังเกียจอย่างไรแล้ว ก็หยุดเพียงเท่านี้
เมื่อหูได้ยินเสียง รู้ว่าไพเราะ หรือน่ารําคาญอย่างไรแล้ว ก็หยุดเพียงเท่านี้
เมื่อลิ้นได้ลิ้มรส รู้ว่าอร่อย หรือไม่อร่อย เปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไรแล้ว ก็หยุดเพียงเท่านี้
เมื่อจมูกได้กลิ่น หอมหรือเหม็นอย่างไรแล้ว ก็หยุดเพียงเท่านี้
เมื่อกายสัมผัสโผฎฐัพพะ รู้ว่าอ่อนแข็งเป็นอย่างไรแล้ว ก็หยุดเพียงเท่านี้" (น.๒๑๘)
Webmaster - หลวงปู่ท่านพูดเกี่ยวกับขันธ์ ๕ เช่นเมื่อตากระทบรูปย่อมเกิดเวทนา เป็นสุขเวทนาหรือทุกข์เวทนาคือชอบหรือไม่ชอบหรือเฉยๆอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา แล้วเกิดกระบวนการสรุปในที่สุดเป็นสังขารทางใจหรือมโนสังขารคือความคิดว่ารูปนั้น สวยงามหรือน่ารังเกียจ เป็นผลของกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ ออกมา แล้วหลวงปู่กล่าวสอนต่อว่า"แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้" หมายถึง หยุดคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านเสียนั่นเอง(คิดปรุงแต่งนั่นแหละที่จะก่อให้เกิดตัณหา)มันก็จะไม่เป็นทุกข์ เป็นแค่ขันธ์ ๕ ไว้ใช้งานธรรมดาๆ หรือเป็นการปฏิบัติตามคําที่กล่าวว่า "เห็นสักแต่ว่าเห็น หรือ ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน" ไม่ใช่เห็นหรือได้ยินแล้วต้องเฉยๆไม่มีความรู้สึกรู้สา ซึ่งเป็นการกดข่ม เห็น,ได้ยินแล้วรับรู้ตามความเป็นจริงแล้วไม่คิดนึกปรุงแต่งอันอาจยังให้เกิดตัณหาขึ้น หรืออุเบกขาเสียนั่นเอง จึงเป็นการถูกต้อง(หมายเลข22ในวงจรคือ คิดนึกปรุงแต่งนี้หรือตัวที่จะทําให้เกิดตัณหา)
กล่าวคือ
ตัณหาที่เกิดนั้นไม่ได้เกิดจากความคิดหรือสังขารขันธ์แรกๆ
แต่เกิดจากเวทนาของความคิด(นึกปรุงแต่ง)ที่วนเวียนปรุงแต่งขึ้นมาเรื่อยๆ
หลวงปู่จึงมักกล่าวอยู่เสมอๆว่า อย่าส่งจิตออกนอก(ไปคิดนึกปรุงแต่ง)
หรือก็คือวางใจเป็นอุเบกขาเป็นกลางวางเฉย,
วางเฉยโดยการไม่คิดนึกปรุงแต่งทั้งฝ่ายดีหรือชั่ว(ไม่ดี)
เพราะล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
จึงยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้น
อันเกิดขึ้นดังรายระเอียดต่อไปนี้
ลองดูกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นตามที่หลวงปู่กล่าว จะแสดงการเกิดตัณหาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ดังนี้ (ถ้าต้องการดูรูปประกอบ ให้คลิกดูที่หมายเลข8ในวงจร)
ตา
+ รูป
วิญญาณตา
ผัสสะ
สัญญาจํา
เวทนา(ชอบ,ไม่ชอบ)
สัญญาหมายรู้
วิญญาณ-ใจรับรู้
สังขารทางใจ ออกมาว่า "สวย"หรือ "น่ารังเกียจ" และ
+ หยุดการคิด(นึกปรุงแต่ง)ที่จักเกิดขึ้นต่อจากนั้น
เพราะถ้ามีการคิด(นึกปรุงแต่ง)ดําเนินต่อไปอีก ก็คือความคิดที่เป็นขันธ์๕
ที่เกิดขึ้นใหม่อีก อันย่อมบังเกิดเวทนาควบคู่มาด้วยเป็นธรรมชาติ
และบางเวทนาจากความคิดนึกปรุงแต่งนี้แหละที่อาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา นี่คือสิ่งที่ท่านหลวงปู่ดูลย์แนะนําให้ปฏิบัติ ซึ่งเป็นไปตามหลักธรรมปฏิจจสมุปบาทและความเข้าใจขันธ์
๕,
ตรงนี้สําคัญมากเพราะมักมองไม่ออกว่าเพราะเวทนาเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดตัณหาขึ้น
ไม่ใช่จากสังขารขันธ์เช่นความสวยหรือความคิดโดยตรงๆ แต่จากเวทนาความรับรู้ความรู้สึกและความจําได้อันร่วมกันเป็นเวทนา ลองสังเกตุกระบวนธรรมแบบไม่ขยายรายละเอียด
จะเห็นตัณหาที่เกิดจากเวทนาหรือเข้ากระทําต่อเวทนาที่เกิดจากความคิด(นึกปรุงแต่ง)ชัดแจ้งขึ้น
ใจ+คิดนึกปรุงแต่ง
วิญญาณ
ผัสสะ
เวทนา +
ตัณหา
อุปาทาน
ภพ
ชาติอันคืออุปาทานสัญญา
อุปาทานสังขารเช่นคิดที่เป็นทุกข์
และแม้แต่เป็นทุกข์แล้ว ก็ต้องหยุดคิด(นึกปรุงแต่ง)เช่นกัน คือคิดนึกปรุงแต่งแต่ที่หมายเลข14 ( ภาพขยายของ 14 )ในวงจร อันเป็นอุปาทานขันธ์๕ที่เกิดๆดับๆ วนเวียนอยู่นั่นเอง
|