มีผู้เรียนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า "ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?"
หลวงปู่ตอบสั้นๆว่า "มี แต่ไม่เอา" (น.๔๖๑)
webmaster - หลวงปู่ตอบตามความสัตย์ว่า มี แต่หมายถึงมีตามธรรมชาติของขันธ์๕ไปถึงเวทนาความรู้สึกไม่สบาย,ไม่ชอบ มาสิ้นสุดที่สังขารขันธ์เป็นความคิดโทสะ-ความโกรธ ครบขันธ์๕ตามธรรมชาติหรือตามสภาวะธรรม, มีความโกรธ,ไม่พอใจ, ไม่ถูกใจอันเป็นสังขารขันธ์สภาวะธรรม(ชาติ)ปกติธรรมดาที่เกิดขึ้น อันเป็นเรื่องของสังขารขันธ์อันไปรับรู้และตอบสนองเวทนาอันเป็นขบวนการธรรมชาติธรรมดาๆ อันพึงมีทั้งองค์อรหันต์และปุถุชน, แต่ไม่เอา ท่านหมายถึงไม่เอามาคิดนึกปรุงแต่งให้เกิดตัณหาอีก มันก็จบลงเพียงเท่านั้น คือเกิดชั่วขณะในขบวนการขันธ์๕แล้วดับไป อุปมาดั่งท่านตีแขนตัวเองแรงๆ แล้วสังเกตุดูให้ดีดังนี้ ความรู้สึกรับรู้ความเจ็บเกิดขึ้น ความรู้สึกรับรู้ความเจ็บตั้งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ความรู้สึกรับรู้ความเจ็บดับไป, ดังนั้นการคิดนึกปรุงแต่งอันมักจะเกิดอย่างต่อเนื่อง(หลายๆความคิดนึกปรุงแต่งนั่นเอง) และแต่ละคิดนึกปรุงแต่งเป็นขันธ์๕กระบวนการหนึ่ง อันย่อมยังให้เกิดเวทนาตามความคิดนึกปรุงแต่งแต่ละครั้ง อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาต่อเวทนาของความคิดนึกปรุงแต่งที่เกิดขึ้นนั้นได้ อันยังให้เกิดอุปาทาน, อันจักยังให้เกิดอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์, เมื่อไม่เอาไปคิดนึกปรุงแต่ง จึงไม่เกิดอุปาทานทุกข์ใดๆตามหลักปฏิจจสมุปบาท, ดังนั้นถ้าขยายคําตอบของหลวงปู่ออกมาน่าจะเป็นดังนี้ "มีโกรธ แต่ไม่เอาไปคิดนึกปรุงแต่งให้เกิดตัณหาให้ยืดยาวจนเป็นทุกข์จากอุปาทานขันธ์๕"(ดูในบท วงจร อันคือคิดนึกปรุงแต่งอันไปยังให้เกิดขันธ์๕ขึ้นอีก จนอาจเกิดตัณหาขึ้นได้จากเวทนาของความคิดนึกปรุงแต่งนั้น)
ท่านลองโยนิโสมนสิการอย่างแยบคายจริงๆในการตีแขนแรงๆ, การตีแขนเป็นอาการขันธ์๕ ชนิดหนึ่ง คือ กายนอกที่ตี+กระทบผัสสะกับ+กายในอันรับรู้ความรู้สึก อันทํางานเช่นเดียวกับ คิดหรือธรรมารมณ์(ใจ)+กระทบผัสสะกับ+ใจที่รับรู้
เมื่อเราตีลงไป ความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้น และยังตั้งอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งเป็นธรรมชาติ ถ้าเราหยุดตีเสีย ก็จะดับไปในไม่ช้าถ้าเราไม่ไปตีอีกโดยเฉพาะถ้าตีซํ้าๆกัน ซึ่งเป็นอาการเดียวกันกับความทุกข์อันเกิดแต่ความคิดนึกปรุงแต่งที่ต่อเนื่องกันจนดูเหมือนเป็นสายธารแห่งความทุกข์อันรุนแรงและยาวนานต่อเนื่องเป็นชิ้นเป็นมวลเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตามปรมัตถธรรมมันเกิดดับๆๆ... แต่เพราะความไม่รู้จึงปล่อยให้มันเกิดดับๆๆ...อย่างต่อเนื่องจนแยกไม่ออกดูประหนึ่งว่าเป็นชิ้นหรือมวลเดียวกัน จึงไม่รู้ว่ามันอยู่ใต้อํานาจของธรรม(ชาติ)ของพระไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่มีตัวตนเป็นแก่นแกนอย่างแท้จริงตลอดไป
|