สังขาร เกิดขึ้นมาแต่ มีเหตุต่างๆหรือก็คือสิ่งต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น ดังนั้นฆนะมวลรวมหรือกลุ่มก้อนที่เห็นล้วนคือมายาให้เห็นผิดไปจากความจริง คือไม่ใช่สิ่งๆเดียวหรือชิ้นเดียวกันแท้จริงโดยสมบูรณ์ ดังที่สัมผัสรู้ จึงต่างก็ล้วนมีความไม่สมบูรณ์ซ่อนเร้นอยู่ในตัวตนเอง มีสภาวะของแรงที่แอบแฝงบีบคั้นโดยธรรมหรือธรรมชาติต่อสังขาร เพื่อให้คืนสู่สภาพเดิมหรือธรรมชาติเดิมก่อนการปรุงแต่ง จึงทำให้เกิดสภาวะของอนิจจังหรือความไม่เที่ยงเกิดขึ้น คือเกิดการแปรปรวนต่างๆจากอำนาจของแรงบีบคั้นนั้นๆขึ้นเป็นธรรมดา
เมื่อไม่เที่ยง คือมีอาการของการแปรปรวนไปมาแล้ว ในที่สุดย่อมมาถึงที่สุดของอาการแปรปรวน คือทุกขัง สภาวะที่คงสภาพอยู่ไม่ได้อีกต่อไป จึงดับไปเป็นที่สุด
สังขารทั้งปวงจึงล้วนอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน หรือไม่มีตัวตนแท้จริง จึงเป็นเพียงมายาของฆนะกลุ่มก้อนที่ปรุงแต่งกันขึ้น ดังกล่าวข้างต้น ส่วนอสังขตธรรมนั้นก็เป็นเพียงธรรมหรือนามธรรมและยังไม่เกิดเป็นปรากฏการณ์ขึ้น ของการที่มีเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น ให้เป็นตัวเป็นตนเป็นผลขึ้นแต่อย่างใด จึงเป็นอนัตตาอยู่โดยธรรมหรือโดยในที ด้วยเหตุดังนี้ ธรรมทั้งปวงจึงล้วนอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน หรือไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง
พิจารณาโดยแยบคาย บ่อยๆครั้ง หรือพิจารณาดังนี้ว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา (ธัมมจักกัปวัตตนสูตร)
ดังนั้นสังขาร เมื่อถูกปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดย่อมคืนสู่สภาพเดิมหรือธรรมชาติเดิมก่อนการปรุงแต่งโดยธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา จึงบังเกิดการบีบเค้นขึ้นจึงเกิดอาการอนิจจังความไม่เที่ยงขึ้น ที่มีอาการของความแปรปรวนเพื่อคืนสู่ธรรมชาติเดิมเป็นธรรมดา จนทุกขังทนอยู่ไม่ได้ในที่สุด จึงย่อมต้องดับไปเป็นธรรมดา จึงล้วนเป็นอนัตตาเพราะไม่มีตัวตนแท้จริงอีกแล้ว เพราะดับไปเสียแล้ว และสภาวะอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นเป้นธรรมดาหรือตถตา
เห็นใน"สังขารทั้งปวง"ว่าเป็นของไม่เที่ยง มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ ถ้าไปอยากหรือไปยึด
มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นอนัตตา