ผู้รู้
ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
พระพุทธเจ้า - พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม, ท่านผู้รู้ดีรู้ชอบด้วยตนเองก่อน แล้วสอนประชุมชนให้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ;
พระศาสดาของพระพุทธศาสนา เป็นเพียงพระศาสดาเดียว ที่ตรัสแสดงว่า พระองค์ท่านเป็น พระผู้ตรัสรู้ หรือก็คือพระผู้รู้ มิได้เอ่ยจากพระโอษฐ์เลยว่า พระองค์ท่านเป็นพระผู้สร้าง กล่าวคือ ท่านตรัสแสดงอยู่เนืองๆ เป็นอเนกว่า ท่านตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง หรือเป็นพระผู้รู้ได้ด้วยพระองค์เอง รู้อะไร? จึงทำให้พระองค์ท่านและผู้ดำเนินปฏิบัติตามท่าน จึงล้วนเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยกันทั้งสิ้น
มีพระพุทธดำรัส ที่ตรัสแสดงไว้ในพระสูตรชื่อว่า อุปปาทสูตร แสดงธรรมหนึ่งซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้ท่านได้เป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดังมีความว่า
|
พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๐ |
|
[๕๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุ นั้นคือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุ นั้นคือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
ครั้นแล้ว จึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขาร ทั้งปวงเป็นทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุ นั้นคือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
ครั้นแล้วจึง บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้เข้าใจง่ายว่า ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯ
(พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๐ , ข้อที่ ๕๗๖)
|