ตามความจริงแล้วรูปเป็นอนัตตานั่นเอง แต่มักถูกครอบงำให้เห็นผิดไป ก็เพราะการที่ไปเห็นว่า ตัวเราเองหรือชีวิตหรือขันธ์ทั้ง ๕ ที่ประชุมกันอยู่นี้ สามารถไปบังคับรูปขันธ์หรือร่างกายตัวตนให้กระทำในสิ่งต่างๆได้ จึงเกิดมายาของจิต พาลไปหลงผิดหลงยึดไปว่า สามารถควบคุมบังคับรูปขันธ์ได้ จึงหลงผิดไปว่ารูปขันธ์เป็นของตัวตน อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของตน แต่ไม่ใช่เลย การกระทำทุกชนิดโดยรูปขันธ์นั้น ล้วนเกิดแต่ไปเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับขันธ์อื่นๆทั้งสิ้น จึงเป็นเพียงสังขารขันธ์หรือการกระทำต่างๆที่อาศัยรูปขันธ์เป็นเหตุปัจจัยร่วมด้วยเท่านั้นเอง เมื่อต้องอาศัยรูปขันธ์เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งร่วมด้วยกับขันธ์อื่นๆ จึงเป็นเพียงแค่การบังคับบัญชาได้แค่การกระทำของรูปขันธ์ที่อาศัยขันธ์ต่างๆร่วมเป็นปัจจัยด้วยขึ้นมาได้เท่านั้น เพราะอวิชชาความไม่รู้จึงถูกมายาของจิตหลอกลวงว่าสามารถควบคุมบังคับรูปขันธ์ได้อย่างแท้จริง จึงครอบคลุมหลงผิดไปว่าสามารถบังคับบัญชาได้ดังเช่น ขอให้รูปจงอย่าเจ็บป่วยเถิด ขอรูปจงอย่าแตกดับเลย จึงย่อมไม่สมดังหวังเป็นที่สุด, ไม่เห็นความเกิดแต่เหตุปัจจัยของธาตุทั้ง ๔ จึงเป็นสังขาร จึงเป็นอนัตตา