ผลของจิตมีตัณหา จากการปรุงแต่งเวทนา

เป็นอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นทุกข์

 

กล่าวคือ ผลที่เกิดขึ้นหรือได้รับอันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม  คือ เมื่อจิตมีตัณหาเกิดขึ้นต่อจากเวทนา(ความรู้สึกสุข,ทุกข์ ฯ.ที่ย่อมเกิดขึ้นจากการกระทบคือผัสสะ เป็นธรรมดา) ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทาน  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผล อันคือทุกข์อุปาทานขึ้นโดยธรรม ในองค์ธรรม ชาติ และ ชรา อันต่างล้วนประกอบไปด้วยความยึดมั่นด้วยกิเลส(อุปาทาน)เพื่อความพึงพอใจของตัวตน  จึงเป็นความทุกข์ที่แสนเร่าร้อน เผาลน กระวนกระวายขึ้น อีกทั้งย่อมต้องประกอบด้วยความวนเวียนปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา(จิตดำเนินวนเวียนอยู่ในองค์ธรรมชรา) จึงเป็นทุกข์ที่แสนยาวนาน   จึงไม่ใช่ทุกข์ธรรมชาติหรือทุกขอริยสัจหรือทุกขเวทนาที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาๆอีกต่อไป   อันเป็นการดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง

  anired06_next.gif เวทนา anired06_next.gif ตัณหา anired06_next.gif อุปาทาน anired06_next.gif ภพ anired06_next.gif ชาติ anired06_next.gif......รูปูปาทานขันธ์     ใจ   anired06_next.gif  วิญญูาณูปาทานขันธ์    anired06_next.gif   เวทนูปาทานขันธ์   

                        วงจรปฏิจจสมุปบาท                                         อุปาทานขันธ์๕ อันเกิดวนเวียนอยู่ใน ชรา อันเป็นทุกข์                      

   ดำเนินไปตามวงจรใหม่  anired06_next.gif อาสวะกิเลส anired06_next.gif มรณะ anired06_next.gif......สังขารูปาทานขันธ์ เกิดมโนกรรมคิดที่เป็นทุกข์      สัญญูปาทานขันธ์    

ภาพขยายในชรา   ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ อันเป็นทุกข์ เพราะเกิดจากสังขารูปาทานขันธ์ในชาติ อันถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว