ธรรมชาติของจิตและนํ้า อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)ที่เป็นจริงอยู่เช่นนี้(เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือภาพพจน์ได้ชัดเจนขึ้น)

    ธรรมชาติของจิตนั้นเปรียบประดุจดั่งธรรมชาติของนํ้า

    นํ้าไร้รูปร่าง แปรปรวนและเลื่อนไหลไปตามสิ่งที่บรรจุหรือรองรับ,  จิตก็ไร้รูปร่าง แปรปรวนและเลื่อนไหลไปตามสิ่งแวดล้อมที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ) คือ แปรปรวนไปตาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ ที่มากระทบนั่นเอง

    นํ้าประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมรวมกันชั่วระยะหนึ่งเช่น H และ O,  จิตก็ประกอบด้วยเหตุปัจจัยยิ่งมากหลายมาประชุมกันชั่วระยะหนึ่ง เช่น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตลอดจนสิ่งที่กระทบสัมผัส เช่น รูป เสียง กลิ่น..ฯลฯ. แม้กระทั่งกาย และปัจจัยต่างๆอีกมากมาย (การพยายามหาจิตอยู่ที่ใด จึงหาไม่เจอ),  จึงต่างล้วนอยู่ในสภาพ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หรือเกิดๆดับๆ

    นํ้ามีคุณสมบัติหรือสภาวะธรรมไหลลงสู่ที่ตํ่าเพราะแรงดึงดูดโลก,  จิตก็มีคุณสมบัติเหมือนดั่งนํ้าที่ย่อมไหลลงสู่ที่ตํ่า แต่ตามแรงดึงดูดของสังขารความเคยชินที่ได้สั่งสมอบรมอันเนื่องมาจากกิเลสตัณหาแลอุปาทาน, อันคือหมุนไปตามภวจักรปฎิจจสมุปบาทนั่นเอง คือเป็นไปตามสังขารที่สั่งสมอบรมไว้

    ถ้าเราต้องการยกนํ้าให้สูงขึ้น ย่อมต้องออกแรงพยายามฉันใด, จิตจักสูงขึ้นได้ ก็ย่อมต้องออกแรงพยายามปฏิบัติฉันนั้น,

    การยกนํ้าให้สูงขึ้นโดยใช้วิธีการที่ถูกต้องเช่นเครื่องกล,ภาชนะหรืออุปกรณ์ที่ถูกต้อง ย่อมยกระดับนํ้าได้รวดเร็วฉันใด,  จิตก็ย่อมต้องการการปฏิบัติอันถูกต้องจึงจักยกระดับจิตให้สูงขึ้นได้เร็วฉันนั้น,

    ธรรมชาติของนํ้า เดือดพล่านเพราะไฟฉันใด,  จิตย่อมเดือดพล่านเพราะไฟ อันร้อนแรงที่เผาลนของกิเลส ตัณหา อุปาทานฉันนั้น

    นํ้าบริสุทธ์คือนํ้าที่ไม่มีสิ่งเจือปน,  จิตบริสุทธ์ก็คือจิตเดิมแท้ที่ไม่เจือด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง หรือจิตเดิมแท้นั่นแหละคือจิตพุทธะ อันมีอยู่แล้วในทุกผู้คน เพียงแต่ถูกบดบังหรือครอบงําด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน

    ข้อสังเกตุ นักปฏิบัติที่เจริญก้าวหน้าแล้วหยุดหรือพอใจแค่นั้น จึงถูกธรรมชาติของจิตเล่นงาน ไหลกลับลงสู่ความเคยชินตามที่ได้สั่งสม,อบรมไว้ตั้งแต่เกิด คือเลื่อนไหลไปตามกิเลส,ตัณหา,อุปาทานอันเป็นสภาวะธรรมของปุถุชน, จึงทําให้กลับคืนสู่สภาพเดิมๆในไม่ช้า(คือสังขารในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง)

 

 

 

สารบัญ