เตือนสติตนเอง จนเป็นสัญญา
เมื่อเกิดการกระทบกันของ"อายตนะภายนอก"กับ"อายตนะภายใน" แล้วเกิดอะไรขึ้นที่ต้องระวัง คือความคิดนึก
เมื่อเกิดการกระทบกันของอายตนะภายนอกกับภายใน ในผู้ที่มีชีวิตอยู่ ย่อมเกิดกระบวนการของชีวิตดำเนินไปตามธรรม(ธรรมชาติ)ต่อเนื่องไปทุกคราไป จะห้ามไม่ให้เกิด ไม่ให้มี หรือบังคับให้เป็นไปตามปรารถนา ย่อมไม่ได้ตามปรารถนานั้น
รูป
ตา
จักขุวิญญาณ
สัญญาจํา
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์ [
เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)
กรรม (คือ
การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ]
อายตนะภายนอก กระทบ อายตนะภายใน ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด "เวทนา" และ "สังขารขันธ์" คืออารมณ์ทางโลกต่างๆ จนเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"กรรม"ในที่สุด เช่น "ความคิดนึก" คือจิตตสังขารหรือมโนสังขารนั่นเอง
สั้นๆง่ายๆ เมื่อมีการผัสสะกันจึงเกิดการกระทำต่างๆ เช่น เดิน พูด และการคิด
ความ "ความคิดนึก" อันเป็น"ผล"ที่เกิดขึ้นมานี้ ก็วนเวียนไปทำหน้าที่เป็น"เหตุ"ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นไปได้ดังนี้อยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ จนกว่าจะมีสติระลึกรู้เท่าทันแล้วหยุดปรุงแต่งคืออุเบกขาเสีย แต่ถ้าเป็นปุถุชนก็จะเกิดดับๆ....วนเวียนไปอยู่เรื่อยๆอย่างยาวนาน จนเสื่อมดับไปด้วยธรรมนิยามเป็นธรรมดา หรือเมื่อจิตไปยึดอารมณ์อื่นที่จรมา ซึ่งใช้เวลาเนิ่นนาน และมักเกิดใหม่วนเวียนในทุกข์เดิมได้อีกด้วยความไม่รู้
ความคิดนึก
ใจ
มโนวิญญาณ
สัญญาจํา
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์ [
เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)
กรรม (คือ
การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ] เช่น
ความคิดนึกขึ้นอีก
ธรรมารมณ์ หรือความคิดนึก อยู่ในรูปหรือลักษณาการของการพูดในใจ หรือการเห็นในใจ ก็ได้
ทั้ง ทุกขเวทนา และ ทุกข์ เกิดได้ทุกขณะจิตที่มีการผัสสะ จึงต้องมีสติของการผัสสะ
เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคย เปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย [แต่ก็ต้องนุ่มนวล ไม่ตึงเครียดจนเกิดอาการต่างๆ]
เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย
จากวิธีเจริญจิตภาวนา หลวงปู่ดูลย์
สัญญา หรือ อาสวะกิเลส จะผุดมาเมื่อใดก็ได้ เราควบคุมบังคับมันไม่ได้ และยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่มากระทบกระตุ้นเร้า
กายานุปัสสนา สติพิจารณากายเป็นอารมณ์กำหนดหมายว่า กายนี้ก็สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เกิดแต่เหตุปัจจัย
เวทนานุปัสสนา สติตามดูเวทนา คือ ความรู้สึกสุขทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ โดยรู้เท่าทันว่า เวทนานี้คือ ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
จิตตานุปัสสนา สติพิจารณาใจที่เศร้าหมอง
หรือผ่องแผ้ว เป็นอารมณ์ว่า ใจนี้คืออารมณ์หรือความคิดนี้ ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
กำหนดรู้จิตตามสภาพหรืออาการของจิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ เช่น
จิตเศร้าหมอง
ดัง จิตมีราคะ โทสะ โมหะ ฯ. ก็รู้ว่าจิตมีราคะ โทสะ โมหะ
จิตผ่องแผ้ว
ดัง จิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯ. ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะ
ธัมมานุปัสสนา การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม,
สติพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล ที่บังเกิดกับ(คือกระทบ)ใจเป็นอารมณ์ อีกทั้งธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
เพียงแต่ว่า...เท่านั้น เช่น สักแต่ว่ากวาดบ้าน ยังมีขี้ผงอยู่เลยสักว่าทำพอให้พ้นตัว.
ตื่นขึ้นทุกครั้ง ทบทวนเตือนสติตนทุกครั้งไปว่า สุขเวทนา,ทุกขเวทนา และสังขารขันธ์ ทั้งทุกข์และทั้งสุข นั้นล้วนมีอยู่ ควบคุมบังคับไม่ได้ และยังคงมีอยู่เป็นธรรมดาของชีวิต จนเป็นสัญญา แม้เกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ไม่เอา คือไม่เอาไปปรุงแต่ง ไม่เอาไปยึดถือ แต่ปกติมักพลาดท่าไปดิ้นเร่าด้วยตัณหา ด้วยปรารถนาไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ด้วยสังขารที่สั่งสมไว้ และให้ระลึกรู้อยู่เนืองๆ
มรดกที่ ๑๑๓. จากท่านพุทธทาส การบรรลุ มรรคผล นิพพาน มิได้มีไว้ เพื่อบอกให้ผู้อื่นทราบ และแม้ที่จะรู้เองก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า บรรลุขั้นไหนเท่าไร เพียงแต่รู้ว่า ทุกข์กำลังดับไป ๆ จนกว่าจะหมดสิ้น ก็พอแล้ว เหมือนรองเท้าสึก ก็รู้ว่าสึก (จนกว่าจะใช้ไม่ได้) ก็พอแล้ว ไม่ต้องรู้ว่า มันสึกกี่มิล ในวันหนึ่งๆ.
มรดกที่ ๓๔. บาลี วิมุตตายตนสูตร เป็นหลักธรรม ที่ควรสนใจเป็นพิเศษ คือ บอกให้รู้ว่า คนเรา สามารถบรรลุธรรม ได้ถึง ๕ เวลา คือ เมื่อกำลัง ฟังธรรมอยู่, เมื่อกำลัง แสดงธรรมให้ผู้อื่นอยู่, เมื่อกำลัง สาธยายธรรมอยู่, เมื่อเพ่งธรรมอยู่, และ เมื่อพิจารณา ใคร่ครวญธรรมอยู่; นับว่า โอกาสมีมาก ในการบรรลุธรรม แต่พวกเรา พากันประมาทเสีย ไม่ฉวยเอาได้ แม้แต่ โอกาสเดียว.
ความรู้สึกรับรู้รส ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อารมณ์ความรู้สึกก็ไม่ใช่เราของเรา
เวทนา การเสวยอารมณ์ คือเมื่อเสวย ก็ย่อมต้องรับรู้ในรสชาดของสิ่งที่เสวยนั้น เหมือนดั่ง"เสวยอาหาร" คือเมื่อทานอาหาร ย่อมรับรู้ในรสชาดของอาหารนั้นๆ ซึ่งย่อมพรั่งพร้อมด้วยความรู้สึก สุขสบาย หรือระคายเคือง หรือเฉยๆ คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นนั่นเอง
สรุปหลักในการปฏิบัติ เมื่อขันธ์ ๕ ดำเนินไปตามกระบวนธรรม คือเมื่อเกิดการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน ย่อมเกิดการผัสสะ จนในที่สุดคือเกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์ในทางโลกต่างๆ ที่เศร้าหมอง ดังเช่น เช่น โลภ โกรธ หลง ทุกข์ ตัณหา หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯลฯ. อย่างใดก็ตามขึ้นมา ล้วนเป็นผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนธรรมการทำงานประสานกันของขันธ์ทั้ง ๕ ทั้งสิ้น ซึ่งย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับหรือไปปรารถนาให้ขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานอย่างที่ต้องการได้เลย เป็นเรื่องที่ย่อมต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เป็นธรรมดา ตามเหตุปัจจัย ดังนั้นผู้ปฏิบัติต้องมีสติระลึกรู้เท่าทัน อีกทั้งเข้าใจแจ่มแจ้งจึงมีปัญญาพละ จึงไม่เอาความคิดนึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาอันเป็นผลมาจากสังขารขันธ์นั้นๆ มาปรุงแต่งฟุ้งซ่านต่อให้เป็นเหตุก่อให้ต่อเนื่องวนเวียนเป็นวงจรของทุกข์ ด้วยการอุเบกขาเสียนั่นเอง สังขารขันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น ก็จักเสื่อมสิ้นไปด้วยธรรมนิยาม การปฏิบัติแบบนี้เรียกว่าจิตตานุปัสสนา
สักว่า เป็นเพียงแค่ มันต้องเกิดขึ้นและเป็นไป เพียงแค่นี้เอง ไร้สาระ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ได้
สักว่า เป็นเพียงแค่ เครื่องรู้,เครื่องระลึกเพื่อดำรงขันธ์ เท่านั้นเอง ไร้สาระ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ได้
ทุกขเวทนา ไม่พิรี้ พิไร รำพันโอดครวญ
สุขเวทนา ไม่ติดเพลิน บ่นถึง
โทสะ โมโห โกรธ ความเกลียด ความไม่พอใจ ความเคียดแค้น
โมหะ หลง มัวเมา กลัว กังวล ริษยา หวาดหวั่น ความเขลา ความไม่รู้จริง ความโง่
โลภะ โลภ ราคะ ตัณหา ความอยาก ปิดความคิดและความเชื่ออื่นที่แตกต่าง
ริษยา ความไม่อยากให้คนอื่นได้ดี, เห็นเขาได้ดีทนอยู่ไม่ได้, เห็นผู้อื่นได้ดีไม่สบายใจ,
โมหะ คือ ความหลง ความมัวเมา ไม่รู้จริง เข้าใจผิด ยึดมั่นถือมั่น อาจหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส.. บุคคลเมื่อลุ่มหลงในเรื่องใด คนใด หรือสิ่งใด ย่อมมีการปฏิบัติโน้มเอียงไปในทิศทางนั้น ปฏิเสธเรื่องราว คน หรือสรรพสิ่งที่ตรงข้าม และเมื่อปลอยความหลงให้ดิ่งลึกก็จะกลายเป็นผู้หมกมุ่นในที่สุด
อุเบกขา การที่มีสติระลึกรู้เท่าทัน ทั้งฝ่ายกุศล และอกุศลสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้น เช่น โทสะ โลภะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน กังวล ความกลัว สุขใจ ทุกข์ใจ ตัณหา จิตหมกมุ่น ฯ. เกิดความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดาตามธรรมของการผัสสะหรือธรรมชาติ ซึ่งถูกต้องดีงามแล้ว มันเป็นเช่นนี้เอง อย่าใส่ใจไม่เป็นการถูกผิดแต่อย่างใด, แต่เมื่อเห็นว่าเป็นโทษ ต้องวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย ด้วยอาการของการไม่เอนเอียงเข้าไปปรุงแต่ง ด้วยถ้อยคิด(ความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ) หรือด้วยกริยาจิต(ชอบ-ชัง, ถูก-ผิด, ดี-ชั่ว, ยินดี-ยินร้าย ฯ.)ใดๆ ในสังขารขันธ์หรือมโนกรรม(ความคิดนึกที่เป็นผลเกิดขึ้นมาจากสังขารขันธ์ข้างต้น)ที่เกิดขึ้นมานั่นเอง
รูป
ตา
จักขุวิญญาณ
สัญญาจํา
เวทนา
สัญญาหมายรู้
สังขารขันธ์ [
เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)
กรรม (คือ
การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ]