สารบัญ   

คลิก เลื่อนลง     

เลื่อนลง    

 

    

blue_red.gif

blue_red.gif

    

ความสำคัญปฏิจจสมุปบาทพระไตรลักษณ์

  สารบัญ

ค้นหาคำศัพท์ กระดานธรรม ๑    ๒    ๓   

๑.คํานํา                                เรื่องที่ต้องรูู้ ล่าสุด              ธรรมะประจำวันนี้

 

อาพาธสูตร : ทวัตติงสาการ : เหตุปัจจัย : เมื่อทุกข์กำลังเผาลน : สติ ระดับใดที่ยังผลยิ่ง : โลกิยะและโลกุตระธรรม : ดับทุกข์ คือสุขนั่นเอง : เวทนา : ราหุลสูตร

๒.ทุกข์ เห็นทุกข์อะไร?   จึงเห็นธรรม

๑๗.ดับอุปาทานหรือดับทุกข์ทั้งมวล

 คลิก เลื่อนลง   

๓.วงจรจําลอง เพื่อความเข้าใจในวงจรปฏิจจสมุปบาท

๑๘. ดับทุกข์ที่จะเกิด

     ธรรมะประจำวัน   

๔.ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ & พุทธอุทานคาถาทั้ง ๓

๑๙.วิปัสสนูปกิเลส อุปสรรค หรืออุปกิเลส๑๐แห่งวิปัสสนา

๕.ปฏิจจสมุปบาท ปรมัตถธรรม บันลือโลก

๒๐.พุทธพจน์,พระสูตร :  สติปัฏฐาน : กายคตาสติสูตร

    อุเบกขา  องค์สำคัญยิ่งในการปฏิบัติให้ถึงซึ่งวิมุตติ ในโพชฌงค์ ๗

๒๑.ข้อคิดคํานึง                                          นิวรณ์ ๕  

๖.ขันธ์๕โดยลำดับ กระบวนธรรมอันสําคัญยิ่งของชีวิต

๒๒.นิพพาน  เป็นอนัตตา  มีจริงๆอยู่ที่ใด  

๗.อุปาทานขันธ์ ๕ ขันธ์๕ที่ถูกครอบงําโดยอุปาทาน

๒๓.สังโยชน์๑๐ ธรรมหรือสิ่งที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์

๘.การปฏิบัติในชีวิตประจําวัน  ปฏิบัติอะไร ?

๒๔.ฌาน,สมาธิ เรื่องที่ควรรู้อย่างยิ่ง

 

๙.วงจร แสดงกระบวนจิตของมวลมนุษย์โดยพิศดาร

๒๕.ถาม - ตอบ เรื่องฌานสมาธิ

๑๐.ธรรมข้อคิด จากพระอริยะเจ้า

๒๖.เวทนา        :         แยกแยะเวทนา

๑๑.อริยสัจ กิจอันพึงกระทําในอริยสัจ๔

๒๗.อทุกขมสุข หรืออุเบกขาเวทนาดูจากชื่อดูเป็นของดี !

๑๒.พระไตรลักษณ์ กฎธรรมชาติที่มีอยู่อนัตตา  :  อัตตา

๒๘.ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ตรัสกับพระอานนท์

๑๓.สติปัฏฐาน ๔ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ

๒๙.ปฏิจจสมุปบาท โดยย่อ  

๑๔.การปฏิบัติสมถวิปัสสนา แนวทางปฏิบัติ

๓๐.วิปัสสนา,โยนิโสมนสิการ กันอย่างไร

๑๕.อานิสงส์ ของการเข้าใจปฏิจจสมุปบาท

๓๑.รายละเอียดของขันธ์ ๕  

๓๒.สติ ตําแหน่งของสติที่ใช้ในการปฏิบัติ

คลิก เลื่อนลง   

แนะนําหนังสือ ธรรมะ                           

๓๓.แสดง ตําแหน่งดีที่สุดในวงจรปฏิจจสมุปบาท

ไหว้พระ สวดมนต์

๓๔.แสด การเกิด อุปาทานขันธ์ อันเป็นทุกข์ในวงจร

จิตคืออะไร?  อยู่ที่ใด?  และธรรมชาติของจิต

๓๕.วันสำคัญทางพระศาสนา

แสดงจิตขณะทำงาน  อุปมาดุจดั่งดอกไม้ไฟในงานฉลอง

๓๖.มุมพักผ่อน ความงดงามพุทธศิลป์จากเว็บต่างๆ

เว็บธรรมะ  

๓๗. 

 สมุดเยี่ยม

  สมุดเยี่ยม

๓๘.กระดานธรรม         หรือเลือกด้านล่างนี้

 

พจนานุกรม

ประมวลภาพ วงจรปฏิจจสมุปบาท

 

คลิก เลื่อนลง  

 

Google


ทั่วโลก  ค้นหาเฉพาะใน"ปฏิจจสมุปบาท"

 

 

 

  

กลับสารบัญ

คติธรรม

จิตมีเวทนาปรุงแต่งตัณหาเป็นเหตุ

เป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์

ผลของจิตมีเวทนาปรุงแต่งตัณหา

เป็นทุกข์อุปาทาน    

สติเห็นกาย,เวทนา,จิตสังขารหรือธรรม

เป็นมรรคปฏิบัติ  

ผลของสติเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม

เป็นนิโรธอันพ้นทุกข์

พนมพร คูภิรมย์

กล่าวคือ

จิตที่ส่งออกนอกไปฟุ้งซ่านปรุงแต่ง ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการผัสสะ ย่อมยังให้เกิดเวทนาต่างๆขึ้น เป็นธรรมดา

อันเวทนาที่ย่อมเกิดขึ้นเหล่านี้นั่นแล  อาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น

อันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์อุปปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนขึ้น อีกทั้งประกอบด้วยการวนเวียนปรุงแต่งอย่างยาวนาน เป็นที่สุด

คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา

อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น  เพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  เครื่องพิจารณา

อันพึงมีความเข้าใจในความหมายของธรรมเหล่านี้ด้วย  จึงจักยังผลอันยิ่งใหญ่   อันมี

อิทัปปัจจยตา

แสดงหลักธรรมอิทัปปัจจยตาที่มีใจความว่า

เพราะเหตุนี้มี

ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น

เพราะเหตุนี้ดับ

ผลนี้จึงดับ

ปฏิจจสมุปบาท

: เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึงเมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว อาจเกิดตัณหาชนิดความทะยานอยาก(ภวตัณหา)หรือความไม่อยาก(วิภวตัณหา)ต่อเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น  เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ชนิดประกอบด้วยอุปาทานอันแสนเร่าร้อน เผาลน กระวนกระวายขึ้น

สังขาร อันเกิดจาก อาสวะกิเลส เป็นเหตุปัจจัยร่วมกับ อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด ทุกข์อุปาทาน (รายละเอียดใน ปฏิจจสมุปบาท)

อริยสัจ ๔

ทุกข์อันมี ทุกขอริยสัจ และทุกข์อุปาทานอันเป็นทุกข์  

สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์

นิโรธคือการพ้นทุกข์   

มรรคคือทางปฏิบัติให้พ้นไปจากทุกข์

สติปัฏฐาน๔

: ทางสายเอกในการปฏิบัติ  อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน  กล่าวคือ เห็นธรรมใดคือสติระลึกรู้เท่าทันในธรรมคือในกาย หรือ เวทนา หรือจิต หรือธรรมใดก่อน ก็ปฏิบัติไปตามธรรมนั้นๆ อันมี

สติเห็นเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในเวทนา) ในสติปัฏฐาน ๔, อันคือมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจในเวทนา

สติเห็นจิตคือจิตตสังขาร(คิด,โทสะ ฯ.) หรือ จิตตานุปัสสนา (สติระลึกรู้เท่าทันในจิตตสังขาร) ในสติปัฏฐาน๔ อันคือสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจในจิตที่หมายถึงจิตตสังขาร(ราคะ, โทสะ, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ ฯลฯ หรือความคิด, ความนึก)

สติเห็นกาย หรือ กายานุปัสสนา (สติระลึกรู้เท่าทันในกาย) ในสติปัฏาน๔ อันคือฝึกสติและมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน กายหรือกายสังขาร เช่น สักว่าธาตุ๔ ฯลฯ.

สติเห็นธรรม ดังเช่น ธรรมานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในธรรม) ในสติปัฏฐาน๔ หรือสติเห็นปฏิจจสมุปบาท  สติเห็นคือรู้เท่าทันและเข้าใจในธรรมดังกล่าวเพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  อีกเพื่อให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ) อันสําคัญยิ่งในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

     เมื่อมีสติรู้เท่าทันในธรรมทั้ง๔ คือกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม กล่าวคือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในธรรมทั้ง๔ นี้ที่บังเกิดขึ้นนั้นๆแล้ว  ก็ให้ไม่ยึดมั่น หมายมั่นในสิ่งนั้นๆดังปรากฏในสติปัฏฐาน๔ ด้วยอาการของการเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา) โดยการปฏิบัติก็คือ การไม่เอนเอียงไปแทรกแซงคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องหรือกิจที่สติเท่าทันนั้นๆ  แม้ทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ  กล่าวคือไม่ไปยึดแม้ทั้งในด้านดี(กุศล)หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ   เพราะต่างล้วนเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันให้เกิดการปรุงแต่งจนๆเกิดเวทนาต่างๆขึ้น อันอาจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลนขึ้นในที่สุดโดยไม่รู้ตัว อันดำเนินเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

ปฏิจจสมุปบาท

กระบวนธรรมของการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์

หาอ่านและปรับปรุงข้อธรรมที่เกิดขึ้นได้ใน

http://www.nkgen.com

http://nkgen.com

สนับสนุน โดย เอ็น.เค.จี. เอ็นจิเนียริ่

คลิกที่นี่ เพื่อเพิ่มหน้านี้ในแฟ้ม Favorites เพื่อความสะดวกในการเปิดครั้งต่อไป

คลิกที่นี่ เพื่อตั้ง ปฏิจจสมุปบาท เป็นหน้าแรกที่เข้า Internet(Home Page)

คลิกที่นี่ เพื่อแจ้งข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด เพื่อการแก้ไข

คลิกที่นี่ เพื่อ Code ในการ Link มาที่นี่

  Anti Spam

ยินดีให้เผยแพร่ ส่วนหนึ่งส่วนใด ข้อเขียน ข้อความ ทั้งหลายทั้งปวง ในรูปแบบต่างๆได้ โดยไม่สงวนสิทธิใดๆทั้งสิ้น

เพราะย่อมยังประโยชน์แก่ผู้อ่าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติ พระพุทธศาสนา และโลกเป็นที่สุด

สารบัญ

 

 

ขอสรรพสัตว์ทั้งหลาย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

 

หัวข้อธรรมใหม่

ปฏิจจสมุปบาท

พระไตรลักษณ์

ขันธ์๕โดยลำดับ