เวทนา การเสวยอารมณ์  ความรู้สึกจากการรับรู้รสชาด ของอารมณ์(สิ่งที่กำหนด)ที่ผัสสะ 

เวทนา มีอยู่เพราะประสาทสัมผัสมันยังอยู่  แต่อย่าให้เป็นเวทนูปาทานขันธ์    สักว่าเวทนา อย่าไปอยาก"ละ"มันเข้า  มันเป็นเช่นนี้เอง

สังขารขันธ์  ธรรม(อารมณ์) ที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนา เจตนาหรือความคิดอ่านให้เกิดการกระทำต่างๆ   หรืออาการต่างๆของจิตที่ไปปรุงแต่งใจให้เกิดการกระทำต่างๆ  หรือความรู้สึกหรืออาการของจิต ที่เกิดขึ้นจากการคิดอ่านประมวลผลทั้งสิ้นแล้วด้วยสัญญาหมายรู้

สังขารขันธ์ มีอยู่ อย่าไปอยาก"ละ"มันเข้า  สักว่าสังขารขันธ์   แล้วต้องอุเบกขา

 

อุเบกขา  ไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง ช่างมัน ไม่ยินดียินร้าย

 

 

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน ย่อมเกิดเวทนา และสังขารขันธ์ คืออารมณ์ต่างๆขึ้น เป็นไปตามธรรมคือเหตุปัจจัย ดังภาพ

รูปเป็นเหตุ                                         ผัสสะ

   รูป       กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป    ตา  จักขุวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้(รูปสัญญา รูปสัญเจตนา)   สังขารขันธ์  anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม  (ทางใจคือมโนกรรมความคิดนึกอันเป็นผลขึ้นนั่นเอง)

เมื่อเกิดสังขารขันธ์แล้ว ย่อมยังให้เกิดมโนกรรมความคิดนึกต่างๆเอนเอียงไปตามอำนาจของสังขารขันธ์

คือตามอาการของจิตหรืออารมณ์ในขณะนั้นๆ

ซึ่งมโนกรรมความคิดนึกนี้  แม้ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  แต่สามารถอุเบกขาเสียได้

ด้วยขันธ์ต่างๆ ไปควบคุมบังคับทำอะไรเขาไม่ได้เลย ด้วยเป็นอนัตตา จึงเป็นอิสระจากเรา

บอกว่า ทุกขเวทนา กับสังขารขันธ์ทุกข์ มีอยู่ เหมือนยอมรับ แต่กลับตาลปัตร ทำใจยอมรับความจริงไม่ได้

ทุกข์ใจมีอยู่ แต่ไม่ปรุงแต่งมโนกรรม

อารมณ์   โกรธ  รัก  กลางๆ  คับแค้นใจ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ หดหู่ใจ ทุกข์ใจ สุขใจ สบายใจ  ยินดี  ยินร้าย

ธรรมารมณ์ สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจหรือความคิดนึกต่างๆ โดยทั่วไปนั้นมีอยู่   ใช้ประโยชน์ในการงานและชีวิต  สิ่งที่ต้องระวังคือ มโนกรรม ความคิดนึกที่เกิดขึ้นจากสังขารขันธ์หรืออารมณ์ต่างๆ

 

ถ้าไม่สามารถอุเบกขาใน "มโนกรรม" ที่เห็นโทษได้แล้ว  ก็ย่อมต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ย่อมเกิดเวทนาและสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์หรือเป็นโทษนั้นเนื่องต่อไปอีกเป็นธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

 

แสดงให้เห็นว่าขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานเป็นอิสระจากเรา ควบคุมบังคับเขาไม่ได้

รูปเป็นเหตุ                                         ผัสสะ

   รูป       กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป    ตา  จักขุวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  รูปสัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม  (ทางใจคือมโนกรรมความคิดนึกอันเป็นผลขึ้นนั่นเอง)

เสียงเป็นเหตุ                                         ผัสสะ

   เสียง       กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป    ตา  โสตวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม  (ทางใจคือมโนกรรมความคิดนึกอันเป็นผลขึ้นนั่นเอง)

        โยนิโสมนสิการ จากการชมภาพยนตร์ต่างๆ  พิจารณาดูว่าในขณะชมอยู่นั้น มีทั้งเวทนาคือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาจากการดูหรือได้ยิน  และสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆเป็นสุข เป็นทุกข์ หดหู่ สนุกสนาน ฯ.  อีกทั้งมโนกรรมความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆจากสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นมาในชั่วขณะนั้นๆ  เกิดร่วมไปตามการผัสสะในเนื้อหาเรื่องราวของภาพยนต์นั้นๆ   ทั้งๆที่สิ่งที่ดูอยู่นั้น ไม่มีตัวตน ไม่ได้เป็นความจริงใดๆดั่งเนื้อหาเรื่องราวนั้นๆเลยแม้แต่น้อย  เป็นเพียงมายาของ"รูป"และ"เสียง"จากการแสดง อีกทั้งมโนกรรมที่เกิดขึ้น  เพราะขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานตามหน้าที่ตนอย่างเป็นอิสระจากเราที่ใช้ร่วมในการชมอยู่นั้น เช่น ตา หู ใจ ที่ทำงานอย่างเต็มที่ในขณะชมอยู่นั้น ด้วยล้วนเป็นอนัตตา จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย ต่างทำงานเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาใดๆของเรา เขาทั้ง ๕ จึงทำงานดั่งเครื่องยนต์ของรถยนต์  จนเกิดมายาจิต  ถึงมีสติรู้อยู่ว่าเป็นเพียงมายาการแสดง ไม่ใช่ความเรื่อง  แต่เมื่อปล่อยให้ขันธ์ทั้ง ๕ ดำเนินไปตามธรรมเกิดการผัสสะ ก็ย่อมดำเนินเป็นไปตามกระบวนธรรมของขันธ์ ๕  เกิดเวทนา เช่น สุขเวทนาเพราะสวยดีนะ ถูกใจนะ ทุกขเวทนาเพราะน่ารังเกียจ ฯ.  และเกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ สุข ทุกข์ โศก สนุกสนานต่างๆไปตามเนื้อหาที่ผัสสะ  แล้วอีกทั้งเกิดมโนกรรมความคิดนึกปรุงแต่งที่เป็นไปตามอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้นอีกด้วย  บางครั้งก็เกิดสังขารขันธ์ชนิดตัณหาได้อีกด้วย ด้วยไม่ได้ดั่งใจ ด้วยอยากให้เป็นไปดังโน้น อยากให้เป็นไปดังนี้  ขันธ์ทั้ง ๕ เพราะทำงานดังเครื่องจักรกล หรือดังเครื่องยนต์เท่านั้นเอง  จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย  คือเป็นไปตามการผัสสะ

หยุดการดูภาพยนต์ ก็คือดับการผัสสะ และอุเบกขา  ก็ย่อมเสื่อมดับไป

ชมต่อไป แต่อย่างมีสติ อุเบกขาในมโนกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อยังทำเหตุอยู่จึงย่อมยังเกิดผล แต่มีความเห็นเป็นไปตามเนื้อหา จึงไม่เป็นไปตามตัณหาหรือทิฏฐิของตน

 

 

 

ด้วยเหตุที่ขันธ์ทั้ง ๕ เขาทำงานเป็นอิสระดั่งนี้นี่เอง ด้วยเป็นอนัตตา เราจึงไปสั่งหรือควบคุมอย่าให้เกิด ให้เป็นไปดังนั้นดังนี้ใน เวทนา สังขารขันธ์อารมณ์(เช่นทุกข์ใจ หดหู่ใจ ฯ.)  อีกทั้งมโนกรรมต่างๆไม่ได้เลย เพราะเป็นไปตามเหตุปัจจัยแวดล้อมนั้นๆ  จึงต้องใช้วิธีนี้ คือมีสติระลึกรู้เท่าทันในเวทนา หรือในสังขารขันธ์(อารมณ์)ทั้งมโนกรรม แล้วอุเบกขาเสีย คือสติระลึกรู้เท่าทันในเวทนาหรือในสังขารขันธ์หรือมโนกรรม  แล้วอุเบกขาเสีย  เพื่อตัดวงจรของทุกข์ให้ขาดความสืบเนื่องต่อไปอีกเป็นสำคัญ จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  คือหาทางดับ"เหตุ"ต่างๆที่จะมาเป็นปัจจัยกับขันธ์ทั้ง ๕ นั่นเอง เช่นมโนกรรมที่จะไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์ได้คือ"เหตุ"อีกนั่นเอง

ส่วนมโนกรรมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แม้จะเป็นอนัตตาเช่นกัน ย่อมบังคับบัญชาเขาไม่ได้ เราจึงไม่ไปควบคุมบังคับเขา  เพียงแต่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวพัวพัน หรือไม่เอา หรือก็คือการอุเบกขาเสียนั่นเอง  เพื่อไม่ให้เป็นเหตุคือธรรมารมณ์ได้อีก

ส่วนธรรมารมณ์ ทำไมไม่อุเบกขาเสียเลย เหตุเพราะเมื่อเกิดขึ้นมาทำหน้าที่เป็นเหตุแล้ว ย่อมต้องทำงานต่อไปจนเกิดผลนั่นเอง ตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง

รูปขันธ์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพื่อให้คลายความยึดถือ นิพพิทา  ระลึกรู้และยอมรับตามความเป็นจริง มันเป็นเช่นนี้เอง

เวทนา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพื่อให้คลายความยึด นิพพิทา ระลึกรู้และยอมรับตามความเป็นจริง มันเป็นเช่นนี้เอง

สัญญา  ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  ระลึกรู้และยอมรับตามความเป็นจริง มันเป็นเช่นนี้เอง

 

 

 

เวทนามีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์(ในลักษณะทุกข์อุปาทานหรืออุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์)

สังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆมีอยู่  แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์(ในลักษณะทุกข์อุปาทานหรืออุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์)

 

การทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ จึงเปรียบดั่งเครื่องยนต์ ๔ จังหวะ

ดูด      อัด        ระเบิด      คาย       ทำให้เกิดกรรม คือเกิดการกระทำให้รถวิ่งได้     เหยียบเบรค  ปลดเกียร์เสีย  ก็หมดกำลัง

ผัสสะ   เวทนา    อารมณ์   เจตนา     ทำให้เกิดกรรม การกระทำต่างๆ                    มีสติ            อุเบกขาเสีย    ก็หมดกำลัง

        ทั้งปวงคือ เวทนา สังขารขันธ์ มโนกรรม แม้เราไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้ เพราะทำงานดั่งเครื่องยนต์  จึงย่อมต้องรับผลนั้น จะไม่ให้เกิด ไม่ให้เป็นก็ไม่ได้   แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ให้มีสติรู้เท่าทัน แล้วอุเบกขาไม่เข้าร่วมไปปรุงแต่งได้  จึงทำให้วงจรขาดสะบั้นลง หมดกำลังให้เกิดสืบเนื่องต่อไป

        อุเบกขาสัมโพชณงค์ ก็คือมโนกรรมอย่างหนึ่งนั่นเอง

        สังขารขันธ์สติ ---  สัญเจตนา เจตนาเป็นกลาง ----- มโนกรรม คือ อุเบกขา

 

เวทนา สักว่าเวทนา เกิดเพราะผัสสะ

สัชารขันธ์ สักว่าอารมณ์ เกิดเพราะผัสสะ

 

เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่  แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

(ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต การโก น, กิริยา วิชฺชติ)

ทุกขอริยสัจนั้นยังมีอยู่   แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์อุปาทาน หรืออุปาทานขันธ์๕ อันเป็นทุกข์

 เหตุแห่งทุกข์มีอยู่  ทุกข์จึงคงมีอยู่  แต่ไม่มีอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ประกอบด้วยอุปาทาน

 

สติระลึกรู้ว่า  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ     สักว่ามันเกิดขึ้นและเป็นไปเป็นเช่นนี้เอง

 รูปเป็นเหตุ                                         ผัสสะ

   รูป       กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป    ตา  จักขุวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์ตัณหา  anired06_next.gifเกิดอกุศลสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม  (ทางใจคือมโนกรรมความคิดนึกอันเป็นผลขึ้นนั่นเอง)

 ผัสสะแล้ว ย่อมต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย  แต่สักว่าเป็นเช่นนี้เป็นธรรมดา ที่เป็นเช่นนี้เอง

ข้าพเจ้านาย......  ...... ขอตั้งจิตอธิษฐาน  ว่าจัก"อุเบกขาสัมโพชฌงค์"องค์แห่งการตรัสรู้  ในเหล่า"มโนกรรม"ความคิดนึกต่างๆ ที่เห็นหรือระลึกรู้ว่าเป็นโทษหรือสมควรแก่เหตุแล้ว

 

ความไม่รู้อดีต  ไม่รู้อดีตว่า เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์มานานไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ

ความไม่รู้อนาคต  ไม่รู้อนาคตว่า ต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์อย่างอย่างนี้ไปอีกไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ

ความไม่รู้ทั้งอดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าต้องเวียนว่ายตายเกิดในวิบากกรรมที่เคยกระทำมาแต่อดีต อีกยาวนานไปในอนาคตอีกยาวนานเท่าใด

 

 สัมผัสความต้องการบุหรี่เป็นเหตุ                                         ผัสสะ

        โผฐฐัพพะ             กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป กาย  กายวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา ได้ในอาการผิดจากปกติ   เวทนาชนิดทุกขเวทนา ขึ้นเป็นธรรมดา  สัญญาหมายรู้ ในอาการอยากบุหรี่   สังขารขันธ์ ชนิดตัณหา หรือถีนะมิทธะ(ถ้าอด)  anired06_next.gifเกิดอกุศลสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)อยากหาสูบ anired06_next.gif กรรม ทางกายไปหาสูบ  ทางใจคิดอยากสูบ

 

สัมผัสความหิวเป็นเหตุ (จากสภาพธรรมชาติ)                        ผัสสะ

   โผฐฐัพพะ             กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป กาย  กายวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา ได้ในอาการผิดจากปกติ   เวทนาชนิดทุกขเวทนา ขึ้นเป็นธรรมดา  สัญญาหมายรู้ ในอาการอยากอาหาร   สังขารขันธ์ กลางๆ หรือ ตัณหา  anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)อยากอาหาร anired06_next.gif กรรม ทางกายไปหากิน  ทางใจคิดอยากกิน

 

        "สติ" ให้นำมาใช้ในขณะตาเห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้ดมกลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายต้องโผฏฐัพพะ  ใจได้สัมผัสธรรมารมณ์  ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกยินดี ยินร้ายครอบงำ   ส่วนความรู้สึกยินดียินร้ายก็คงมีอยู่  แต่ว่าไม่ให้มันครอบงำเราได้

หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม

 

       เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคย เปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบ ที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขน พร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย [แต่ก็ต้องนุ่มนวล ไม่ตึงเครียดจนเกิดอาการต่างๆ]

        เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย

 

ทั้งเวทนา ความรู้สึกจากการรับรู้ต่างๆที่เกิดจากการผัสสะของ ตาได้เห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้ดมกลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายกระทบโผฏฐัพพะ  ใจได้สัมผัสธรรมารมณ์คิด   และสังขารขันธ์อารมณ์ต่างๆ มันต้องเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปเช่นนี้เองเป็นธรรมดา  อย่าไปพยายาม"ละ"มันเข้า  แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นด้วยการอุเบกขาในมโนกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น

 

การปล่อยวาง  คือจิตรู้เท่าเห็นจริง(สติรู้เท่าทัน)   แต่การปฏิบัติภายนอกเราทำหน้าที่ไปตามเดิม(กิริยา)  ส่วนอกิริยาคือ ใจเราไม่ผูกพันของสิ่งใดๆ

 

การที่  ตาได้เห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้ดมกลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายกระทบโผฏฐัพพะ  ใจได้สัมผัสธรรมารมณ์คิด ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด เวทนา ความรู้สึกรับรู้จากการผัสสะ  อีกทั้งสังขารขันธ์อารมณ์ต่างๆ   อย่าพยายามไป ละ มันเข้า   แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นด้วยการอุเบกขา

 

การดับทุกข์ คือ การรู้เท่าทันทุกข์ ไม่ยินดียินร้าย ต้องเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ พยายามรักษาจิตให้เสมอ 

 

ตัณหา   เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา

 รูปเป็นเหตุ                                         ผัสสะ

   รูป       กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป    ตา  จักขุวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์ตัณหา  anired06_next.gifเกิดอกุศลสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม  (ทางใจคือมโนกรรมความคิดนึกอันเป็นผลขึ้นนั่นเอง)

 

เวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา  แต่มิได้หมายถึงเวทนาเป็นเพียงเหตุปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดตัณหาขึ้น  จึงมิได้หมายความว่าเกิดเวทนาแล้วต้องเกิดตัณหา

 

 

รูปสัญเจตนา ความคิดอ่านในรูป เกิดต่อจากรูปสัญญา

รูปสัญญา ความจำได้หมายรู้ในรูป เกิดต่อจากจักขุสัมผัสสชาเวทนา

 

สัญเจตนา ความจงใจ, ความแสวงหาอารมณ์, เจตนาที่แต่งกรรม, ความคิดอ่าน;
       มี ๓ คือ
           กายสัญเจตนา
           วจีสัญเจตนา และ
           มโนสัญเจตนา;
           ดู สังขาร ๓;
       มี ๖ คือ
           รูปสัญเจตนา
           สัททสัญเจตนา
           คันธสัญเจตนา
           รสสัญเจตนา
           โผฏฐัพพสัญเจตนา และ
           ธัมมสัญเจตนา;
           ดู ปิยรูปสาตรูป

สัญญา 6[แก้]

หมายถึง ความทรงจำมี 6 คือ

  1. จักขุสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางตา (ภาพ)
  2. โสตสัญญา (เสียง) สิ่งที่ทรงจำทางหู
  3. ฆานะสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางจมูก (กลิ่น)
  4. ชิวหาสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางลิ้น (รสชาติ)
  5. กายสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางกาย (ประสาทสัมผัส)
  6. มนสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางใจ (มโนสิ่งทรงจำทางใจมี 3 คือ 1.จำเวทนา 2.จำสัญญา 3.จำสังขาร 3 คือ 1.กายสังขาร (การบังคับร่างกาย) 2.วจีสังขาร (ความคิดตรึก ตรอง) 3.จิตตะสังขาร (อารมณ์ที่จรเข้ามาในใจ)

 

 ธัมมสัญญา (ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า งาม น่าเกลียด เที่ยง ไม่เที่ยง เป็นต้น 

 

ตัณหา  ความทะยานอยาก,     ความดิ้นรน,    ความปรารถนา,     ความเสน่หา มี ๓ คือ
       ๑. กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่ารักใคร่
       ๒. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ อยากเป็นนั่นเป็นนี่
       ๓. วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ  อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่  อยากพรากพ้นดับสูญไปเสีย

 

โกรธ แต่ไม่เอา   โกรธ เป็นสังขารขันธ์ประเภทตัณหาได้

จึงเกิดอุปาทานสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้คิดอ่านหรือเจตนาไปตามกิเลสตน