|
คำสอน ของฮวงโป |
|
พุทธทาส แปลไทย, The Zen Teaching of Huang Po by John Bolfeld แปลอังกฤษ
จากส่วนหนึ่งของ คำสอนของฮวงโป
ส่วนหนึ่งจากคำชี้แจงโดยท่านพุทธทาส เพื่อทำความเข้าใจภาษากับทางนิกายเซ็นในเบื้องต้น
สำหรับผู้อ่านที่เป็นเถรวาท เมื่อได้ฟังคำว่า จิต, จิตหนึ่ง, ทาง, พุทธะ, หรือแม้แต่คำว่า ธรรม ก็ตามอย่าได้เ้ขาใจว่า มีความหมายเหมือนกับที่เข้าใจหรือรู้อยู่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของฮวงโปซึ่งผิดไปจากเว่ยหล่างอีกไม่น้อยเลย ตัวอย่างเช่นคำว่า จิต หรือจิตหนึ่ง หมายถึงสิ่งๆหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ก่่อนที่จะเกิดมีจิตตามความหมายที่เรารู้จักกัน หรือยิ่งไปกว่านั้น ก็คือก่อนเกิดมีสิ่งทั้งปวงนั่นเอง ก่อนเกิดมีสังสารวัฏและนิพพานตามความรู้สึกทั่วไป สิ่งที่เรียกว่า จิตหนึ่งก็มีอยู่แล้ว คือมีตั้งแต่ไม่มีใครทราบ คำว่าทางก็คือสิ่งนี้ พุทธะก็คือสิ่งนี้ ฉะน้้นจะต้องค่อยๆอ่านไป และค่อยๆจับใจความให้ได้ ว่ามันหมายถึงอะไรทีนี้ ที่ยังยากไปกว่านั้นอีกก็คือ แม้คำว่า นี้มิได้มีความหมายเหมือนกับคำว่า มี ตามธรรมดาสามัญ คือมันอยู่ในสถานะ ที่เรียกว่ามี ก็ไม่ถูก, เรียกว่า ไม่มี ก็ไม่ถูก หรือถ้าถูก ก็ถูกทั้งที่จะเรียกว่า มีและไม่มี เพราะว่ามันมี โดยไม่ต้องมีความมี ซึ่งคนธรรมดาหรือคนที่ยังมองไม่เห็นสิ่งๆนี้จะฟังไม่เข้าใจได้เลย
ที่ยุ่งยากต่อไปอีกก็คือข้อความที่ว่า สัตว์ทั้งหลายก็เป็นสิ่งๆเดียวกันกับ สิ่งที่เป็น จิตหนึ่ง หรือเป็นพุทธะอยู่เองแล้ว แม้สิ่งท้้งปวงก็เป็นสิ่งเดียวกัน แต่สัตว์ทั้งหลายถูกกิเลสห่อหุ้ม หรือปรุงแต่งความรู้สึกเสียเรื่อย จิตเดิมแท้หรือจิตหนึ่ง จึงไม่ปรากฏแก่เขา ทั้งที่กิเลสก็เป็นสิ่งๆเดียวกับ สิ่งที่เรียกว่า จิตหนึ่งนั้น เหมือนกัน เมื่อสัตว์ทั้งปวงก็เป็นพุทธะอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการปฏิบัติอะไรอีก นอกจากการทำให้เห็นว่า ตนเป็นพุทธะอยู่แล้ว และหาความเป็นพุทธะนั้น ให้พบ เหมือนคนหาของที่ติดอยูที่ี่หน้าผากของตนเองแล้ว การเที่ยวหาที่อื่น หรือทำการปฏิบัติอย่างอื่นๆ อีกมากมายน้ัน เป็นความบ้าหลังเปล่าๆ นี้คือใจความสาคัญของคำว่า การตรัสรู้ฉับพลัน หรือการเดินทางลัด
ถัดไปอีกที่จะต้องทราบไว้กันความยุ่งยากก็คือว่า ลัทธินี้ เป็นลัทธิไม่มีรูปธรรม หรือไม่เกี่ยวกับรูปธรรมเลย ทุกอย่าง ถูกแปลเป็นธรรมธิษฐาน หรือฝายนามธรรมไปหมด เช่นคำว่า โพธิสตว์ มิได้หมายถึงคน แต่หมายถึงคุณธรรมอย่างใดอยางหนึ่ง เช่นคำวา โพธิสตว์อวโลกเตศวร หมายถึงความเมตตากรณา โพธิสตว์มัญชุศรี หมายถึงกฎแห่งเหตุผลที่ว่าสตว์ เป็นพุทธะอยู่แล้ว ดังนี้เป็นต้น ข้อนี้ผู้อ่านจะต้องสังเกต ให้เห็นชัดเจนว่า เป็นความมุ่งหมายของคาสอนแห่งนิกายนี้
อีกทางหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดอาการน่าเวียนหัว หรือถึงกับสะดุ้งสะเทือนแก่คนบางพวก ก็คือข้อที่คำกล่าวของนิกายนี้ ใช้ตรรก หรือใช้การกล่าวตามวิธีของตนเอง เช่นกล่าวยกย่องการที่ไม่มีความคิดปรุงแต่งโดยยกเอาพระพุทธเจ้ามาเทียบกับคนสามัญ ว่าถ้าคนสามัญไม่มีความคิดปรุงแต่ง ก็มีคุณธรรมสูงกว่าพระพุทธเจ้า ผู้หมดความคิดปรุงแต่งสิ้นเชิงแล้ว ข้อนี้มีเลศนัยอยู่ตรงที่ว่า คนสามัญที่ไม่มีความคิดปรุงแต่งต้องถือว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้าที่มีความคิดปรุงแต่ง ดังนี้เป็นต้น
สำหรับข้อที่ชวนให้เวียนหัวนั้น เป็นวิธีพูดของทานฮวงโปแบบหนึ่งโดยเฉพาะ เนื่องจากประสงค์จะสกัดกั้นการยึดถือ เสียโดยประการทั้งปวงโดยตะพึดตะพือไปทีเดียว ทำให้มีการปฏิเสธทั้งขึ้นทั้งล่อง ตัวอย่างเช่นกล่าวว่าพุทธะและสัตว์ทั้งปวง คือจิตหนึ่ง หรือออกมาจากจิตหนึ่ง, แล้วก็ต่อท้ายเลยต่อไปว่า จิตหนึ่งนั้นมิใช่ทั้งพุทธะและมิใช่ทั้งสัตว์ทั้งหลาย ทั้งนี้ เพราะว่า ในจิตหนึ่งนั้น ไม่มีคติทวินิยม คนที่ไม่คุ้นเคยกับการพูดวิธีนี้ ของท่านผู้นี้ พอได้ฟังเขาก็งงจนเวียนหัว ในกรณี เช่นนี้ ท่านมุ่งหมายที่จะกล่าวว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกมองว่าเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติสองอย่างชนิด ตรงกันข้าม ที่เรียกว่าคติทวินิยมนั่นเอง พระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามจากสามัญสัตว์ทำนองดีกับชั่วเป็นของตรงกันข้ามต่อกันเป็นต้น คติมีของหรือมีลักษณะตรงกันข้ามเป็นคู่ๆ เช่นนี้ มีในสิ่งที่เรียกว่า จิตหนึ่ง ไม่ได้ ถ้ามีได้ก็ไม่เรียกว่าจิตหนึ่ง. แต่แล้ว จิตหนึ่งนั้นเอง เป็นทั้งพระพุทธเจ้าและเป็นทั้งสามัญสัตว์ทั้งปวง เมื่อเป็นดังนั้น ก็ย่อมหมายความว่าพระพุทธเจ้า และสามัญสัตว์เป็นสิ่งๆเดียวกัน มิได้ต่างกันแม้แต่น้อยอย่าว่าที่จะต่างกันถึงตรงกันข้ามเลย นี่แหละคือความแปลก ประหลาดผิดเขาทั้งหมดของนิกายนี้ ผู้อ่านจะต้องสังเกตุจับฉวยให้ได้ และข้อสำคัญก็คือ ต้องรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาที่อ่าน ว่าเรากำลังอ่านถ้อยคำที่มีหลักเกณฑ์ในการกล่าว ผิดจากของเราเอง หรือที่เราเคยอ่านๆกันมาแล้วแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างอีกอันหนึ่ง มีอยู่ว่า ถ้าจิตของผู้ปฏิบัติ ตกไปในฝายรูปธรรมหรือยึดรูปธรรมเป็นหลักแล้ว ทางของพุทธะ ก็เป็นอันตรายเท่ากับทางของมาร โดยเท่ากัน เพราะฉะนั้นพุทธะกับมารยอมเป็นของเท่ากันหรือสิ่งเดียวกัน ในเมื่อเป็นเพียง ความคิดอย่างคติทวินิยม ที่เกิดขึ้นเพราะการหลงติดในฝายรูปธรรม ข้อนี้อธิบายคล้ายข้อบน เป็นแต่แสดงให้เห็นชัดลงไป ว่า คติทวินิยมมีแตในฝายที่มองกันอยางรูปธรรมหรอฝ่ายรูปธรรม ถ้าเขาถึงตัวความจริงแท้แล้ว พุทธะก็ไมมี มารก็ไม่มี มี แต่ จิตหนึ่ง หรือ ความว่างทั้งจากพุทธะและจากมาร ฉะนั้น ถ้าจิตหนึ่ง คือพุทธะแล้ว มารก็คือจิตหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน ไม่มีอะไรต่างกันเป็นคู่ๆไปได้เลย มีแต่จิตหนึ่ง ธรรมหนึ่ง ธาตุหนง พุทธะหนึ่ง หรืออะไรๆก็หนึ่ง คืออย่างเดียวเท่านั้น ไปทั้งนั้น ถ้าไม่มีความคิดปรุงแต่งที่หลงผิดเนื่องจากหลงต่อคติทวินิยมแล้ว จะไม่เห็นว่ามีอะไรที่เป็นคู่เลย และเห็นจิตหนึ่ง นั้นได้ทันที นี้คือหลักสำคัญของนิกายนี้
ภาคหนึ่ง
ว่าด้วยบันทึกชึนเชา ของครูบา ฮวงโป (ตวนชิ) แห่งนิกายเซน
รวมบนทุกคำสอนและคำสนทนา ระหวางเป่ยสุ่ย กับท่านครูบาฮวงโป ในขณะที่ท่านครูบา พักอยู่ในเมืองชินเชา
บันทึกชึนเชา
1 ท่านครูบาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียง จิตหนึ่ง (One mind) นอกจากจิตหนึ่ง นี้แล้ว มิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย.
2 จิตหนึ่ง ซี่งเป็นสิ่งที่ปราศจากการตั้งต้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น* และไม่อาจจะถูกทำลายได้เลย มันไม่ใช่เป็นของมี สีเขียวหรือสีเหลือง และไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ มันไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งทั้งที่มีการตั้งอยู่ และไม่มีการตั้งอยู่ มันไม่อาจจะถูกลงความเห็นว่า เป็นของใหม่หรือของเก่า มันไม่ใช่ของยาว ของสั้น ของใหญ่ ของเล็ก ทั้งนี้เพราะมันอยู่ เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ และเหนือการเปรียบเทียบทั้งหมดทั้งสิ้น
* คำว่าไม่ได้เกิด ในที่นี้มิได้หมายถึงความเป็นอมตะ แต่หมายถึงสิ่งตรงข้ามจากการเกิดเท่านั้น หรือจะขยายความออกไปว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ยอมรับอานาจของความเปลี่ยนแปลงก็ได้ ผู้แปลเป็นไทย (น่าจะหมายถึง ธรรมชาติ ได้-webmaster)
3 จิตหนึ่งนี้ เป็นสิ่งที่เธอเห็นตำตาเธออยู่แท้ๆ แต่จงลองไปใช้เหตุผล (ว่ามันเป็นอะไร เป็นต้น) กับมันเข้าดูซิ เธอจักหล่นลงไปสู่ความผิดพลาดทันที สิ่งนี้เป็นเหมือนกับความว่างอันปราศจากขอบเขตทุกๆด้าน ซึ่งไม่อาจหยั่งหรือวัดได้
4 จิตหนึ่งนี้เท่านั้น เป็นพุทธะ ไม่มีความแตกต่างระหว่าง พุทธะกับสัตว์โลกทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆเสีย และเพราะเหตุนั้น จึงได้แสวงหา พุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้น นั่นเอง ทำให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ การทำเช่นนั้นเท่ากับการใช้สิ่งซึ่งเป็นพุทธะ ให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยว จับ ฉวย จิต* แม้เขาเหล่านั้นจะได้พยายามสุดความสามารถของเขาอยู่ตั้งกัปป์หนึ่งเต็มๆ เขาก็จะไม่สามารถบรรลุถึงมันได้เลย เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเองเพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง ** และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่านั้น พุทธะ ก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่า จิตนี้ คือพุทธะ นั่นเอง และพุทธะก็คือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง นั้นเอง สิ่งๆนี้เมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ และเมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเป็นใหญ่หลวงก็หาไม่
* กล่าวให้ฟังง่ายที่สุด ก็เหมือนคนสวมหมวกอยู่แล้ว เที่ยวหาหมวก เพราะไม่รู้จักหมวก
** ความคิดปรุงแต่ง
คือความไม่รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง แล้วก็เกิดความคิดขึ้นในรูปต่างๆเรื่อยไป
ด้วยอำนาจของความไม่รู้ ผสมกับอานาจของสิ่งแวดลอม ปรุงแต่งอยู่ (ความคิดนึกปรุงแต่งมักเกิดขึ้นจากมโนกรรม
ทีทำ่ให้เกิดความคิดนึกปรุงแต่ง จึงวนเวียนเป็นวงจร
-webmaster)
5 สำหรับการบำเพ็ญปารมิตาทั้งหก* ก็ดี การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้ายๆกันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญ มากมายนับไม่ถ้วนเหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาก็ดี เหลานี้นั้น จงคิดดูเถิด ถ้าเมื่อเธอเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัจจะ พื้นฐานในทุกๆกรณีอยู่แล้ว (คือเป็นจิตหนึ่ง หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธะทั้งหลายอยู่แล้ว เธอก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วนั้น ด้วยการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้น ไม่ใช่หรือ เมื่อไรโอกาสอานวยให้ทำ ก็ทำมันไป แหละเมื่อโอกาสผ่านไปแล้ว อยู่เฉยๆก็แล้วกัน
* ปารมิตา ทั้งหก คือ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา -ผู้แปลไทย
6 ถ้าเธอยังไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่า จิต นั้นคือพุทธะก็ดี และถ้าเธอยังยึดมั่นถือมั่น ต่อรูปธรรมต่างๆอยู่ก็ดี ต่อวัตรปฏิบัติต่างๆอยู่ก็ดี และต่อพิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆอยู่ก็ดี แนวความคิดของเธอก็ยังผิดพลาดอยู่ และไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับทาง* ทางโน้นเสียเลย
* ทาง ทางโน้น คำนี้เป็นสานวนที่ต้องการความหมายเป็นพิเศษ คือหมายถึงวิธีปฏิบัติที่ทำให้จิตหนึ่ง หรือพุทธะแท้ ปรากฏตั้งได้เท่านั้น -ผู้แปลไทย
7 จิตหนึ่งนั้นแหละคือ พุทธะ ไม่มีพุทธะอันใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอันใดที่ไหนอีก มันแจ่มแจ้งและไร้ตำหนิ เช่นเดียวกับ ความว่าง คือมันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆเลย การใช้จิตของเธอให้ปรุงแต่งความคิดฝันไปต่างๆนั้น เท่ากับเธอละทั้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสียแล้ว ไปผูกพันตัวเองกับรูปธรรม ซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก
8 พุทธะ ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั้น ไม่ใช่พุทธะทางรูปธรรมหรือพุทธะของความยึดมั่นถือมั่น การปฏิบัติปารมิตาต่างหากและการบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่คล้ายคลึงกันอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเจตนาที่จะได้เป็นพุทธะสักองค์หนึ่งนั้น เป็นการปฏิบัติชนิดคืบหน้าไปทีละชั้นๆ แต่ พุทธะ ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลดังที่กลาวแล้วนั้น หาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ ด้วยการปฏิบัติ เป็นขั้นๆเช่นนั้นไม่
9 เรื่องมันเพียงแต่ตื่น และลืมตาต่อ จิตหนึ่ง นั้นเท่านั้น และไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร นี่แหละคือพุทธะ ที่แท้จริง พุทธะและสัตว์โลกทั้งหลาย คือ จิตหนึ่ง นี้เทานั้น ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากนี้อีกเลย
10 จิตเป็นเหมือนความว่าง ซึ่งภายในนั้น ย่อมไม่มีความสบสนและความไม่ดีต่างๆ ดังจะเห็นได้ในเมื่อดวงอาทตย์ไปในที่ว่างนั้นย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสึ่มุมโลก เพราะว่าเมื่อพระอาทตย์ขึ้น และให้ความสว่างทั่วทั้งพื้นโลก ความว่างที่แท้จรงนั้น ก็ไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อพระอาทตย์ตก ความว่างก็ไม่ได้มืดลง ปรากฏการณ์ของความสว่างความมืด ยอมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ธรรมชาติของความว่าง ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง
11 จิต ของ พุทธะ และของสัตว์ทั้งหลาย ก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเธอมองดู พุทธะ ว่าเป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของ สิ่งที่บริสุทธิ์ผ่องใสและรู้แจ้ง ก็ดี หรือมองดูโลกทั้งหลายว่าเป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่โง่เงา มืดมน และมีอาการสลบไสลก็ดี ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น อันเป็นผลเกิดมาจากความยึดมั่นต่อรูปธรรมนั้น จะกันเธอไว้เสีย จากความรู้ อันสูงสุด ถึงแม้ว่าเธอจะได้ปฏิบัติมาตลอดกี่กัปป์นับไม่ถ้วน ประดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาแล้วก็ตาม
12 มีแต่ จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น และไม่มีสิ่งอื่นใด แม้แต่อนุภาคเดียวที่จะอิงอาศัยได้ เพราะว่า จิต นั่นเอง คือ พุทธะ ถ้าพวก เธอซึ่งเป็นนักศึกษาเรื่องทาง ทาง ทางโน้น ยังไม่ลืมตาต่อสิ่งซึ่งเป็นสาระ กล่าวคือ จิต นี้ พวกเธอจะต้องปิดบัง จิต นั้นเสีย ด้วยความคิดปรุงแต่งของเธอเอง พวกเธอจะเที่ยวแสวงหาพุทธะ นอกตัวเธอเอง และพวกเธอจะยังคงยึดมั่นต่อรูปธรรม ทั้งหลาย ต่อการปฏิบัติเมาบุญต่างๆ และสิ่งอื่นๆ ทำนองนั้น ทั้งหมดนี้เป็นอันตราย และไม่ใช่หนทางอันนำไปสู่ความรู้อันสูงสุดที่กล่าวนั้น แต่อย่างใดเลย
13 การถวายทานใดๆ ต่อพระพุทธเจ้าทั้งปวงในสากลโลกไม่เท่ากับการถวายทานต่อผู้ที่ดำเนินตาม ทาง ทางโน้น แม้เพียงคนเดียว ซึ่งเป็นผู้กำจัดความคิดปรุงแต่งเสียได้แล้ว เพราะเหตุใดเล่า? เพราะบุคคลประเภทนั้น ย่อมไม่ก่อความคิดในรูปใดๆทั้งสิ้น
14 เนื้อแท้แห่ง สิ่งสูงสุด สิ่งนั้น โดยภายในแล้ว ย่อมเหมือนกับไม้หรือหิน คือภายในนั้นปราศจากความเคลิ่อนไหว และโดยภายนอกแล้วย่อมเหมือนความว่าง กล่าวคือปราศจากขอบเขตหรือสิ่งกีดขวางใดๆ สิ่งนี้มิใช่เป็นฝายนามธรรม (หรือ ฝ่ายกรรตุการก) หรือฝ่ายรูปธรรม (หรือ ฝ่ายกรรมการก) มันไม่มีที่ตั้งเฉพาะ ไม่มีรูปรjาง และไม่อาจจะหายไปได้
15 ผู้ที่รีบไปให้ถึง ก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะกลัวว่าจะพุ่งลงไปสู่ที่ว่าง โดยไม่มีสิ่งใดจะให้เกาะ หรือให้อาศัยไม่ให้ตก เมื่อเป็นอยางนั้น เขาจึงดูอยู่แต่ที่ขอบ และถอยออกมา ข้อนี้เล็งถึงพวกแสวงหาความหลุดพ้นโดยการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น พวกที่แสวงหาความหลุดพ้นโดยการเรียนรู้ จึงมีมากเหมือนขนสัตว์ และพวกที่ได้ประสบความรู้ แห่งทาง ทางโนhนด้วยใจ ตนเอง มีน้อยเหมือนเขาสัตว์
16 พระโพธิสัตวมัญชุศรี เป็นตัวแทนกฎแห่งธรรมที่เป็นมูลฐานของสัตว์ และพระโพธิสัตว์สมันตภัทร เป็นตัวแทนกฎ แห่งกรรม สิ่งแรก หมายถึงกฎแห่งความว่างอันแท้จริง และไม่ถูกจำกัดขอบเขต และสิ่งหลัง หมายถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่รู้จบ ที่ไม่รู้จักหมดกำลัง ซึ่งอยู่ภายนอกวงเขตของรูปธรรม
17 พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นตัวแทนของความเมตตากรุณาอันไม่มีสิ้นสุด พระโพธิสัตว์มหาสถามะ เป็นตัวแทนของปัญญาอันยิ่งใหญ่และวิมลเกียรติ* เป็นตัวแทนชื่ออันไร้ตําหนิ คำว่าไร้ตำหนิเล็งถึงธรรมชาติอันแท้จริงของสิ่งทั้งปวง ในเมื่อคำว่า ชื่อ เล็งถึงรูปร่าง ดังนั้นจึงเกิดมีคำรวมว่า "ชื่ออันไร้ตำหนิ" ดังนี้
* วิมลเกียรตินิทเทสสูตร เป็นพระสูตรที่สาคัญของมหายาน เสถียร โพธินนทะ แปลไทยแล้ว
18 คุณสมบัติทั้งหลายนี้ ซึ่งถูกทำเป็นบุคคลาธิษฐาน ว่าเป็นโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อนั้นชื่อนี้ขึ้นมาเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสิ่ง ซึ่งมีประจำอยู่ในคนเรา และก็ไม่แยกออกไปต่างหากจาก จิตหนึ่ง ที่กล่าวแล้ว จงลืมตาดูมันเถิด มันอยู่ที่ตรงนั้นเอง พวกเธอซึ่งเป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น เมื่อไม่ลืมตาต่อสิ่งๆนี้ ซึงมีอยู่ในใจของเธอเองแล้ว และยึดมั่นถือมั่นต่อปรากฏการณ์ต่างๆ หรือแสวงหาสิ่งบางสิ่งฝายรูปธรรมจากภายนอกใจของเธอเอง อยู่ดังนี้แล้ว ย่อมเท่ากับหันหลังให้ต่อ ทาง ทางโน้นด้วยกันทุกคน
19 เมล็ดทรายแห่งแม่น้ำคงคานั้นน่ะหรือ? พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงทรายเหล่านี้ว่า "ถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระโพธิสัตว์ ทั้งปวงทุกๆพระองค์รวมทั้งพระอินทร์และเทพทั้งหมด พากันเดินไปบนทรายนั้น ทรายเหล่านั้นก็ไม่มีความยินดี ปรีดาอะไรและถ้าโคแกะ สัตวเลื้อยคลาน และมดแมลงต่างๆ ทั้งหลายจะพากันเหยียบย่ำ เลื้อยคลานไปบนมัน ทรายนั้นก็ไม่รู้สึกโกรธ สำหรับเพชรนิลจินดาและเครื่องหอมทรายนั้นก็ไม่มีความปรารถนาและสำหรับความปฏิกูลของคูถและมูตร อันมีกลิ่นเหม็น ทรายนั้นก็ไม่มีความรังเกียจ20 จิต นี้มิใช่่จิตซึ่งเป็นความคิดปรุงแต่ง มัน เป็นสิ่งซึ่งอยู่ต่างหากปราศจากการเกี่ยวข้องกับรูปธรรมโดยสิ้นเชิง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายและสัตว์โลกทั้งปวงจึงไม่แตกต่างกัน เลยถ้าพวกเธอเพียงแต่สามารถปลดเปลื้องตนเองออกมาเสีย จากความคิดปรุงแต่งเท่าน้้น พวกเธอจะประสบความสำเร็จทุกอย่าง
21 แต่ถ้าพวกเธอ ซึ่งยังเป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ไม่ปลดเปลื้องตัวเองจากความคิดปรุงแต่งเสียให้ไ้ดฉ้บพลันแล้ว แม้จะเพียรพยายามอยู่กัปป์แล้วกัปป์ ป์เล่า เธอก็จะไม่ประสบความสำเร็จนั้นเลยถ้าพวกเธอถูกผูกพันอยู่กับการปฏิบติเพื่อหวังบุญต่างๆ ตามแบบของยานท้ังสาม* อยู่ดังนี้ เธอจะไม่สามารถลุถึงความรู้แจ้งเลย
* ยานท้ัง 3 นี้หมายถึงของลัทธินิกายอื่น ซี่งมิใช่เซ็น ซึ่งพวกนิกายเซ็นเห็นเป็นงุ่มง่าม
22 อย่างไรก็ดีการรู้แจ้งแทงตลอดต่อจิตหนึ่ง นี้อาจจะมีได้ทั้งจากการปฏิบัติซึ่งกินเวลาน้อยหรือกินเวลานาน มีอยู่ หลายคนที่เมื่อได้ฟังคำสอนนี้แล้ว สามารถปลดเปลื้องความคิดปรุงแต่งออกจากตนได้โดยแวบเดียว แต่ก็ยังมีพวกอื่นซึ่งประสบความสำเร็จอย่างนี้โดยการปฏิบัติตามหลักแห่งศรัทธา 10 ภูมิกรรมบถ 10 และบุญกิริยาวัตถุ 10 และยังมีพวกอื่นอีก ซึ่งประสบความสำเร็จหลังจากการปฏิบัติตามหลักแห่งภูมิ 10 ในความก้าวหน้าของพระโพธิสัตว์ * แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่ เหนือความคิดปรุงแต่งเหล่านั้นได้ด้วยทางที่ยาวหรือส้ันก็ตาม ผลที่ลุถึงก็มีแต่สิ่งเดียวคือภาวะแห่งสภาวะอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่แท้ไม่มีการบำเพ็ญ บุญและการทำให้เห็นแจ้งอะไร ที่ต้องทำคำพูด ที่ว่าไม่มีอะไรที่ต้องลุถึงนั้น มันมิใช่คำพูดพล่อยๆ แต่เป็นความจริง
* เป็นระเบียบการปฏิบัติอย่างมากมายวิจิตรพิสดาร ซึ่งไม่มีในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท และยิ่งไปกว่าเถรวาท -ผู้แปลไทย
กำลังรวบรวมเรียบเรียง
(webmaster-คำสอนของฮวงโป
ท่านเน้นถึงการบรรลุธรรมอย่างรวดเร็วและเรียบง่ายตามหลักนิกายเซ็น สิ่งที่ท่านเน้นให้เห็นถึงการบรรลุถึงจิตพุทธะหรือจิตหนึ่งโดยเรียบง่ายและรวดเร็วนั้นก็คิอ
การหยุดคิดนึกปรุงแต่ง
หรืออุทธัทจะ
นั่นเอง
แต่ควรประกอบด้วยปัญญาพละจากความเข้าใจอันแจ่มแจ้งจากขันธ์
๕ จึงให้ผลยิ่ง, การอ่านหรือโยนิโสมนสิการจึงพึงพยายามจับสาระสำคัญให้ได้)
หรืออ่านต่อได้ใน คำสอนของฮวงโป