ตัวอย่าง กระบวนการทำงานของจิตหรือขันธ์ทั้ง ๕ ที่ทำงานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน

 คลิกขวาเมนู  

รูป    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ตา ย่อมทำให้เกิดขึ้น โดยธรรม จักขุวิญญาณ การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น(ผัสสะ)การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น สัญญาจํา(รูปสัญญาย่อมทำให้เกิด เวทนา  สัญญาหมายรู้(รูปสัญเจตนา)   สังขารขันธ์ [ anired06_next.gifเกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ)จึงทำให้เกิดกรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย วาจา หรือใจเช่นมโนกรรม]

 

        เมื่อ"รูป"กระทบกับ"ตา"  ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"จักขุวิญญาณ"ขึ้น เป็นวิสัยของชีวิตทั้งของโลก จึงไปห้ามหรือควบคุมบังคับบัญชาเขาไม่ได้  การประจวบกันของเหตุปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น ภาษาธรรมเรียกว่าเกิดการ"ผัสสะ"  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"สัญญา"คือจำข้อมูลในรูปนั้นได้ เป็นวิสัยของชีวิตอีกเช่นกัน  จึงเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิด"เวทนา"ขึ้นมาเสวยอารมณ์คือในรูปนั้น เป็นธรรมดาตามวิสัยของชีวิต เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง พึงต้องเกิดขึ้น ตามอิทธิพลของสัญญาจำ(รูปสัญญา)ได้ในรูปข้างต้น เช่น ถ้ารูปนี้คือคนที่เราโกรธ เกลียด ก็ย่อมมีสัญญาความจำได้ถึงความขุ่นข้อง คับแค้น ขัดเคืองใจในรูปหรือคนๆนั้น  ก็ย่อมส่งผลคือเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนาชนิดทุกขเวทนาขึ้น  และเมื่อเกิดเวทนาความรู้สึกจากการเสวยอารมณ์(สิ่งที่จิตไปกำหนดหมาย)แล้ว ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"สัญญา"อีกครั้งหนึ่ง ครานี้เป็นสัญญาหมายรู้ เช่น เป็นสัญญาชนิดหมายรู้หรือความคิดอ่านต่างๆในรูปหรือคนที่ผัสสะนั้นๆ เช่น รูปนี้คือคนที่เราโกรธ เกลียดอย่างมาก จึงมีความคิดอ่านในรูป(รูปสัญเจตนา)นั้น ที่ย่อมล้วนขุ่นข้อง ขัดแย้ง หมองใจ  จึงย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"สังขารขันธ์ คืออารมณ์ต่างๆ ในตัวอย่างนี้ย่อมเป็นอารมณ์ความโกรธ หรือความขุ่นข้องหมองใจขึ้น เป็นอันสิ้นสุดกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕  ที่ทำงานประสานสัมพันธ์กันจนเกิดอารมณ์ทางโลกหรือสังขารขันธ์ต่างๆเป็นที่สุด

        แต่แม้สิ้นสุดกระบวนธรรมหรือการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ แล้ว  แต่สังขารขันธ์หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นมานั้นย่อมส่งผลให้ดำเนินต่อไปตามเหตุปัจจัย คือ ส่งผลให้เกิดกรรมหรือการกระทำต่างๆขึ้น,  จึงย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด"สัญเจตนา"คือเกิดเจตนาหรือความคิดอ่านอันย่อมเป็นไปตามอำนาจของสังขารขันธ์คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นมาคือความโกรธความขุ่นเคือง  จึงเป็นเหตุปัจจัย จึงเกิด"กรรม"คือการกระทำต่างๆขึ้น ได้ทั้งกางกาย(กายกรรม) ทางวาจา(วจีกรรม) และใจ(มโนกรรม) ตามอิทธิพลของสัญเจตนา คือเจตนาหรือความคิดอ่านที่เกิดขึ้นมาแล้วนั่นเอง เช่น เกิดความคิดอ่านหรือเจตนาร้ายเพราะความขุ่นเคือง  จึงเกิดการกระทำทางกาย เช่น เข้าทำร้ายทางกาย  หรือเกิดการกระทำทางวาจา เช่น เกิดการทำร้ายทางวาจาเช่นการด่าทอต่างๆ  หรือเกิดการกระทำทางใจ เช่น เกิดการคิดนึกที่ล้วนขุ่นข้องหมองใจ จึงทั้งแช่ง ทั้งด่านินทาอยู่ในใจ ฯลฯ. และความคิดนึกหรือมโนกรรมที่เกิดขึ้นนี้ก็สามารถแปรไปเป็นธรรมารมณ์ ให้เกิดการวนเวียนปรุงแต่งต่อๆไปได้อีกเรื่อยๆได้อย่างรุนแรงเร่าร้อน และอย่างยาวนาน ดังภาพที่แสดง

 

(รูป-ธรรมารมณ์) + ใจ + มโนวิญญูาณขันธ์  anired06_next.gif เวทนาขันธ์

มโนกรรม                           ขันธ์ทั้ง๕                               

สังขารขันธ์ จึงเกิดมโนกรรมขึ้น                 สัญญาขันธ์

วงจรแสดงขันธ์ทั้ง๕ ที่วนเวียนฟุ้งซ่านจนเป็นทุกข์ในที่สุด

รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์   anired06_next.gif   เวทนูปาทานขันธ์

มโนกรรม                            อุปาทานขันธ์ทั้ง๕                                

สังขารูปาทานขันธ์ จึงเกิดมโนกรรมทุกข์ขึ้น    สัญญูปาทานขันธ์

วงจรอุปาทานขันธ์ทั้ง๕ที่ล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทาน จึงเร่าร้อนยิ่ง

        ลักษณะการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ จากเหตุอายตนะใดๆก็ดี  ล้วนเป็นไปในลักษณาการเดียวกันทั้งสิ้น  จึงล้วนลงมาสิ้นสุดที่สังขารขันธ์คืออารมณ์หรืออาการต่างๆของจิต  แล้วส่งผลให้เกิดเจตนา(สัญเจตนา) และกรรม(การกระทำ)ขึ้นเช่นกัน

กลับสารบัญ