มีพุทธพจน์ตรัสเตือนไว้ว่า อย่าประมาทในปฏิจจสมุปบาทว่าเป็นของง่าย
"อาสวะกิเลส"เป็นเหตุุปัจจัยร่วมกับ"อวิชชา" จึงมี "สังขาร" สิ่งปรุงแต่ง(แฝงด้วยกิเลสจากอาสวะกิเลส)เป็นธรรมารมณ์หรือมโนกรรมจากสังขารขันธ์เดิมๆตามที่ได้เคยสั่งสม อบรม ประพฤติ ปฏิบัติมาแต่อดีตขึ้น จึงเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด "วิญญาณ" คือดั่งระบบประสาท คือในผู้มีชีวิตที่ย่อมต้อง"รู้"ใน"สังขาร สิ่งที่ปรุงแต่ง"ที่เกิดขึ้นมานั้น จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ "นาม-รูป" ที่นอนเนื่องอยู่ เกิดการตื่นตัว คือเกิดการทำงานขึ้น เพราะวิญญาณที่เกิดขึ้นมากระตุ้น และยังประสานสัมพันธ์การทำงานระหว่างขันธ์ต่างๆของนามรูป โดยวิญญาณหรือระบบประสาทอีกด้วยนั่นเอง จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด "สฬายตนะ" คืออายตนะภายในทั้งหมด คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดการตื่นตัวพร้อมการทำงานตามหน้าที่ของตน จากการที่นาม-รูปหรือชีวิตเกิดตื่นตัวทำงาน จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ครบองค์ของการ "ผัสสะ" จึงเป็นเหตุปัจจัย จึงมี "เวทนา" เสวยอารมณ์ในสิ่งที่ผัสสะนั้นคือสังขารกิเลส จึงเป็นเหตุปัจจัย จึงมีสังขารขันธ์(อารมณ์ต่างๆ)คือ"ตัณหา"ความทะยานอยากความปรารถนาต่างๆขึ้น จีงเป็นเหตุปัจจัย ให้ไปปรุงแต่งจิตให้มีสัญเจตนาคือความคิดอ่านให้เกิดกรรมคือการกระทำต่างๆ ไปตามอำนาจของกิเลสตนคือ"อุปาทาน" จึงเป็นเหตุปัจจัย จึงมี"ภพ" สภาวะตกลงปลงใจในสถานะตน จึงเป็นเหตุปัจจัย จึงมี "ชาติ" จึงเกิดสังขารูปาทานขันธ์คือสังขารขันธ์ตัณหาข้างต้นแต่ประกอบร่วมด้วยอุปาทาน คือการเกิดขึ้นของทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดเจตนาหรือความคิดอ่านให้เกิดการกระทำต่างๆที่แฝงด้วยกิเลสจากอุปาทานนั่นเอง หรือกล่าวได้ว่าเป็นการเกิดของอุปาทานขันธ์อันเป็นทุกข์ จากสังขารขันธ์ตัณหา ซึ่งนับว่าเป็นความทุกข์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทุกขอริสัจหรือทุกข์ธรรมชาติโดยทั่วๆไป จึงเป็นเหตุปัจจัย จึงมี "ชรา" ความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงวนเวียนในกองทุกข์อุปาทานหรืออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อันเร่าร้อนเผาลน จน"มรณะ"ดับไป และพรั่งพร้อมด้วยการเกิด"อาสวะกิเลส" เก็บสั่งสมไว้อีก รอวันกำเริบเสิบสานเป็นวงจรของทุกข์เกิดขึ้นอีกในที่สุด